ติดต่อ พิชญา ฟิตต์ส (084) 752-1783 pfitts@worldbank.org
วอชิงตัน ดีซี 6 ตุลาคม 2551 – ประธานธนาคารโลกระบุกลุ่มประเทศ G-7 จำเป็นที่จะต้องได้รับการปฏิรูปโครงสร้าง เพื่อให้การแก้ไขวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจและการเงินโลกเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสภาวะปัจจุบันมากขึ้น เตือนสหรัฐฯ ต้องหามาตรการอื่น ๆ มาเสริมนอกเหนือไปจากการสร้างเสถียรภาพในระบอบการเงินของตนเอง เพื่อรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสภาวะเศรษฐกิจหลังจากวิกฤติการณ์ทางการเงินสงบลงแล้ว
ทั้งนี้ นายโรเบิร์ต บี เซลลิค ประธานกลุ่มธนาคารโลกได้กล่าวว่า ไม่ว่าใครจะได้รับเลือกเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ ก็ตาม บุคคลผู้นั้นก็จำเป็นที่จะต้องทำงานร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดในการปรับปรุงระบบการแก้ไขปัญหาโลกแบบพุภาคีให้ทันต่อเหตุการณ์มากขึ้น เพื่อให้ทุกฝ่ายแบ่งปันความรับผิดชอบอย่างทั่วถึงในการดูแลสภาพเศรษฐกิจโลกให้เข้มแข็งและดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ “การแก้ไขปัญหาผ่านระบบ G-7 นั้นมันไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบันอีกต่อไปแล้ว โลกจำเป็นที่จะต้องมีระบบพหุภาคีใหม่ ๆ เพื่อให้เข้ากับสภาวะความเป็นไปของโลกให้มากขึ้น” นายเซลลิคเอ่ยในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ที่สถาบันเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศพีเตอร์สันที่กรุงวอชิงตัน ดีซี เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานี้ ตามเวลาท้องถิ่น “เพื่อให้ความร่วมมือในการรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลกโลกเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพกว่าเดิม เราจำเป็นที่จะต้องจัดตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ อันมีสมาชิกภาพที่ครอบคลุมทั้งกลุ่มประเทศ G-7 และประเทศที่กำลังก้าวขึ้นสู่สถานภาพของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ รวมทั้งประเทศที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วด้วย โดยเฉพาะ จีน บราซิล อินเดีย เม็กซิโก รัสเซีย ซาอุดิอาระเบีย แอฟริกาใต้” นายเซลลิคเสนอว่า คณะกรรมการที่ว่านี้ จำเป็นที่จะต้องเป็นมากกว่าแค่การเปลี่ยนชื่อกลุ่มประเทศ G-7 ให้เป็น G-14 เพราะถ้าทำเช่นนั้น ก็เหมือนกับแค่การเปลี่ยนชื่อกลุ่มโดยที่ไม่ได้เปลี่ยนวิธีการทำงานแต่อย่างใด ทว่า คณะกรรมการชุดใหม่นี้ จำเป็นที่จะต้องทำงานร่วมกันให้มากขึ้น ติดต่อประสานงานกันให้มากขึ้น เพื่อเสริมสร้างเครือข่ายของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจโลกให้ครอบคลุมมากกว่าเดิม เปรียบเสมือนกับเป็นสังคม Facebook ของการทูตด้านเศรษฐกิจอย่างแท้จริง (Facebook คือเครือข่ายทางอินเตอร์เน็ตที่คนรุ่นใหม่ใช้ในการติดต่อสื่อสารและกระชับความสัมพันธ์) ในโอกาสนี้ นายเซลลิคยังได้เตือนว่า “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น (ในสหรัฐฯ) ในช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมานั้น อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่รุนแรงสำหรับประเทศกำลังพัฒนาได้ ทั้งนี้ก็เพราะว่าการชลอตัวทั้งในภาคส่งออกและในการไหลเข้าของเงินทุนนั้น จะส่งผลให้การลงทุนของภาคเอกชนต้องหยุดชะงักลงไปด้วย ในขณะเดียวกัน ผลกระทบจากสภาวะการเงินที่ตกต่ำ เมื่อมาบวกกับนโยบายการเงินที่เคร่งครัด และภาวะเศรษฐกิจหดตัว (ซึ่งทำให้กำลังซื้อของประชาชนลดลง)แล้ว ก็อาจทำให้ธุรกิจและอุตสาหกรรมต่าง ๆ ต้องเผชิญกับการล้มละลายได้ หากเป็นเช่นนั้นแล้วล่ะก็ ระบบการเงินการธนาคารในประเทศที่ประสบปัญหานี้ก็ต้องได้รับผลกระทบไปด้วย หลายประเทศอาจถึงกับต้องเจอกับภาวะที่ดุลการชำระเงินถึงขั้นวิกฤติ ซึ่งเมื่อถึงจุดนั้นแล้ว ผู้ที่จะได้รับผลกระทบที่รุนแรงและหนักหน่วงที่สุดก็คือคนยากจนนั่นเอง นี่เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น ทุกครั้งที่โลกเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจ” ด้วยเหตุนี้เอง นายเซลลิคจึงเสนอให้มีการวางกรอบความร่วมมือระดับพหุภาคีใหม่ เพื่อให้การดำเนินงานของระบบพหุภาคีนั้นครอบคลุมมากกว่าแค่การค้าและการเงินโลก นายเซลลิคย้ำว่า ประเด็นที่เกี่ยวกับการจัดหาพลังงาน การแก้ไขปัญหาและบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งการสร้างเสถียรภาพให้แก่ประเทศที่เคยหรือกำลังประสบปัญหาสงครามภายในทำให้ยังอยู่ในสภาวะที่เปราะบางนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นประเด็นทางเศรษฐกิจทั้งสิ้น หาใช่แค่ประเด็นที่สมควรจะนำมาพิจารณาเฉพาะในระหว่างการเจรจาด้านความมั่นคงหรือสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียวไม่ นายเซลลิคกล่าวสืบไปว่า ระบบพหุภาคีที่สมควรจะได้รับการจัดตั้งขึ้นใหม่นี้ จำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญแก่การพัฒนามากเท่า ๆ กับการดูแลสภาวะเงินระหว่างประเทศ ไม่เช่นนั้นแล้ว เสถียรภาพของโลกก็จะยังคงสั่นคลอนต่อไป อย่างไรก็ตาม ประธานธนาคารโลกก็ยังระบุด้วยว่า ระบบการให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาของโลกในปัจจุบันนั้น ยังทำงานได้ไม่เต็มที่นักในเรื่องของการให้ความช่วยเหลือเพื่อปกป้องคนยากไร้ ในเวลาที่โลกต้องเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจ ในส่วนนี้ นายเซลลิคยังได้ระบุด้วยว่า แม้แต่กลุ่มธนาคารโลกเองก็ต้องได้รับการปฏิรูปเสียใหม่เพื่อให้ทันต่อเหตุการณ์มากขึ้น โดยในระหว่างสุนทรพจน์ของเขานั้น นายเซลลิคจึงได้ประกาศเรื่องการจัดตั้งคณะกรรมการระดับสูง โดยมีอดีตประธานาธิบดีเม็กซิโก นายเออร์เนสโต เซดิโญ เป็นผู้นำ เพื่อพิจารณาแนวทางในการปฏิรูประบบธรรมาภิบาลของธนาคารโลกให้สอดคล้องกับสภาวะปัจจุบัน ในสุนทรพจน์ของนายเซลลิคนั้น ก็ยังได้อ้างถึงการเจรจาการค้าโลกรอบโดฮาว่า “ต้องเจอกับสิ่งกีดขวาง” (ที่ทำให้การเจรจาต้องชะงักลง) ดังนั้น ในระหว่างนี้ สิ่งที่แต่ละประเทศจะทำได้ก็คือ การหาวิธีอื่น ๆ มาสนับสนุนการค้าระหว่างประเทศให้ดำเนินไปอย่างสะดวกราบรื่นมากขึ้น เช่น การลดพิกัดภาษีศุลกากรและปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าอื่น ๆ ลง ส่วนในเรื่องของตลาดพลังงานโลก ซึ่งนายเซลลิคระบุว่ากำลังตกอยู่ในสภาวะที่ “เละเทะ” นั้น ประธานธนาคารโลกก็ได้เรียกร้องให้มีการเจรจาระดับโลกระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคพลังงาน โดยทั้งสองฝ่ายจำเป็นที่จะต้องนำแผนงานในการขยายอุปทาน การเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานอย่างประหยัดเพื่อลดอุปสงค์ การผลิตพลังงานเพื่อคนยากไร้ และการวางแผนพัฒนาพลังงานโดยคำนึงถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เข้ามาพิจารณาร่วมกันด้วย “ผมคิดว่าทั้งสองฝ่ายน่าจะหาวิธีที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ มาใช้บริหารจัดการราคาของพลังงานให้อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม และผสมผสานกับการปรับปรุงเทคโนโลยีในการผลิตให้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยลงได้” ทั้งนี้ นายเซลลิคยังได้ประกาศด้วยว่า ธนาคารโลกกำลังพัฒนาโครงการ “พลังงานเพื่อคนยากไร้” ซึ่งจะได้รับการสนับสนุนจากประเทศอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพื่อช่วยประเทศยากจนให้สามารถจัดหาพลังงานมาใช้ให้เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
|