วอชิงตัน ดี.ซี. 23 เมษายน พ.ศ. 2552 – นายโรเบิร์ต บี เซลลิก ประธานกลุ่มธนาคารโลก ได้แถลงก่อนที่จะมีการประชุมระหว่างประเทศสมาชิกกลุ่มธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ในระยะเวลาสามปีข้างหน้านี้ ธนาคารโลกจะขยายวงเงินลงทุนเพื่อพัฒนาสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานเป็นสี่หมื่นห้าพันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว อีกทั้งจะเพิ่มวงเงินช่วยเหลือแก่ภาคเกษตรสำหรับสองปีข้างหน้าเป็นหนึ่งหมื่นสองพันล้านเหรียญฯ จากที่เคยเป็นสี่พันล้านเหรียญฯ ในปี 2551 เพื่อป้องกันไม่ให้คนยากไร้ในประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ ต้องเผชิญกับการอดอยากหิวโหย “เราเชื่อว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานนั้นจะช่วยสร้างงาน กระตุ้นการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง บรรเทาปัญหาความยากจน และช่วยให้เศรษฐกิจที่อ่อนแอนั้นฟื้นตัวขึ้นมาได้อีกครั้ง” นายเซลลิกกล่าว “วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในลาตินอเมริกาและเอเชียในอดีตนั้นชี้ให้เห็นว่า เมื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต้องหย่อนยานลงเพราะปัญหาเศรษฐกิจ รากฐานของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวก็จะสั่นคลอนไปด้วย และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นก็จะตกอยู่กับคนยากคนจนนั่นเอง นอกจากนี้แล้วภาคการเกษตรก็ยังคงต้องพึ่งโครงสร้างพื้นฐานเป็นสำคัญ เพราะผลผลิตในภาคการเกษตรนั้นก็ย่อมจะสูญเปล่าหากเราปราศจากโครงสร้างพื้นฐานที่ดีที่จะนำผลผลิตเหล่านั้นออกมาสู่ตลาดและผู้บริโภค” เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวนี้ กลุ่มธนาคารโลกจึงได้จัดตั้งกองทุนสำหรับให้ความช่วยเหลือในรูปแบบของเงินกู้แก่การลงทุนในโครงสร้่างพื้นฐานต่างๆ กองทุนนี้มีชื่อว่า Infrastructure Recovery and Assets Platform (INFRA) มีงบประมาณ สี่หมื่นห้าพันล้านเหรียญฯ สำหรับปล่อยกู้ในสามปีข้างหน้า ซึ่งนับว่าสูงขึ้นหลายเท่าตัวเมื่อเทียบกับจำนวนเงิน หนึ่งหมื่นห้าพันล้านเหรียญฯ ที่ธนาคารโลกได้อนุมัติสำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ในระยะเวลาสามปีก่อนที่วิกฤติเศรษฐกิจจะเกิดขึ้น นอกจากนี้ บรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ หรือ IFC อันเป็นหน่วยงานภายใต้กลุ่มธนาคารโลกที่มีหน้าที่ให้ความช่วยเหลือแก่ภาคเอกชน ก็ยังได้จัดตั้งกองทุนชื่อ Infrastructure Crisis Facility (ICF) สำหรับให้ความช่วยเหลือแก่โครงการที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานในประเทศกำลังพัฒนาต่าง ๆ ซึ่งมีศักยภาพดีแต่ต้องเผชิญกับปัญหาสภาพคล่องในระหว่างที่เศรษฐกิจชะลอตัวอีกด้วย โครงการที่ IFC จะเข้าไปถือหุ้นนี้ มีทั้งที่เป็นโครงการลงทุนร่วมระหว่างรัฐและเอกชน และโครงการที่เอกชนเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด โดย IFC จะใช้งบประมาณทั้งหมดสามร้อยล้านเหรียญฯเข้าไปอัดฉีดโครงการเหล่านี้ รวมทั้งจัดหาเงินทุนทั้งสิ้นสองพันล้านเหรียญฯ จากแหล่งอื่น ๆ มาร่วมสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างโครงการ ทั้งนี้ IFC คาดว่า การทำเช่นนี้จะช่วยให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนเป็นมูลค่าสูงถึงสามเท่าของเงินลงทุนทั้งหมด และจะครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานที่มีมูลค่าโครงการรวมกันสูงถึงหนึ่งหมื่นล้านเหรียญฯ ทีเดียว หลังจากวิกฤติราคาอาหารและราคาน้ำมันเป็นต้นมา ธนาคารโลกได้ขยายวงเงินให้ความช่วยเหลือแก่ภาคเกษตรในประเทศกำลังพัฒนาไปอยู่ที่หนึ่งหมื่นสองพันล้านเหรียญฯ สำหรับระยะเวลาสองปีข้างหน้า จากที่เคยเป็นสี่พันล้านเหรียญฯ ในปี 2551 โดยมีจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นให้มีการเพิ่มผลผลิต ภูมิภาคเอเชียใต้นั้นได้รับความช่วยเหลือจากโครงการนี้เป็นจำนวนสูงถึงหนึ่งพันล้านเหรียญฯ โดยเงินจำนวนนี้จะช่วยสนับสนุนโครงการใหม่ ๆ ในภาคเกษตร รวมทั้งโครงการพัฒนาชนบทในภูมิภาคนี้อีกด้วย ส่วนทวีปแอฟริกาเองก็ได้รับวงเงินช่วยเหลือทั้งสิ้นแปดร้อยล้านเหรียญฯ จากที่เคยเป็นสี่ร้อยห้าสิบล้านเหรียญฯ ในอดีต และทวีปอเมริกาใต้ก็ได้รับความช่วยเหลือเป็นจำนวนทั้งสิ้นสี่ร้อยล้านเหรียญฯ จากสองร้อยห้่าสิบล้านเหรียญฯ ในอดีต ธนาคารโลกยังคาดอีกด้วยว่า ภาวะวิกฤติเศรษฐกิจโลกนั้นจะทำให้การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในประเทศกำลังพัฒนาต้องประสบปัญหาอย่างหนัก เนื่องจากรายได้จากการจัดเก็บภาษีของภาครัฐต้องลดลง ในขณะที่เงินทุนไหลเข้าภาคเอกชนก็ชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ ทำให้การหาแหล่งเิงินทุนมาสนับสนุนโครงการต่าง ๆเป็นไปได้ยากขึ้น โดยธนาคารโลกได้ระบุว่า การจัดหาเิงินทุนผ่านตลาดทุนหรือ capital market นั้นลดลงอย่างมากในปีืที่ผ่านมา คือเหลือแค่หนึ่งแสนสามหมื่นห้าพันล้านเหรียญฯ จากที่เคยเป็นสองแสนล้านเหรียญฯ ในปี 2550 นอกจากนี้ธนาคารโลกก็ยังคาดว่าภาวะเช่นนี้จะยังคงดำเนินต่อไปในปี 2552 อย่่างไรก็ดี บทเรียนที่โลกไ้ด้เรียนรู้จากวิกฤติเศรษฐกิจครั้งที่ผ่านมานั้นก็ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มหรือรักษาระดับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแม้ในภาวะที่เศรษฐกิจกำลังซบเซา ในระหว่างที่ประเทศในกลุ่มลาตินอเมริกาและแคริบเบียนต้องเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990s นั้น งบประมาณกว่าครึ่งของงบประมาณภาครัฐที่ถูกตัดเป็นงบสำหรับลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน หันมาดูในเอเชียบ้าง เมื่้อวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เริ่มขยายวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ สัดส่วนของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานโดยภาครัฐในอินโดนีเซียก็ได้ร่วงลงไปอยู่ที่ร้อยละสองของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในปี 2543 จากที่เคยเป็นร้อยละเจ็ดในปี 2538-2540 ในขณะเดียวกัน การลงทุนในภาคเอกชนของอินโดนีเซียก็ร่วงลงไปอยู่ที่ไม่ถึงร้อยละหนึ่งของ GDP จากที่เคยเป็นร้อยละ 2.5 ก่อนวิกฤติเศรษฐกิจ ด้วยเหตุนี้เอง การช่วยให้ประเ้ทศสมาชิกสามารถเข้าถึงแหล่งเิงินทุนสำหรับพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในระหว่างที่เศรษฐกิจซบเซานั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งสำหรับธนาคารโลก เพราะธนาคารโลกเชื่อว่า การลงทุนในโครงสร้่างพื้นฐานนั้นจะช่วยส่งเสริมการจ้างงาน กระตุ้นให้เศรษฐกิจฟื้นตัว อีกทั้งยังเป็นการวางรากฐานสำหรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องอีกด้วย เพราะโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบสนองต่อความต้องการของระบบเศรษฐกิจนั้น จะช่วยเพิ่มพูนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว นอกจากนี้ กองทุน INFRA ของธนาคารโลกจะยังเน้นการลงทุนในโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และัสนับสนุนรัฐบาลใดๆก็ตามที่มีความประสงค์ที่่จะนำการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานนี้ไปเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเพื่อสิ่งแวดล้อมโดยรวมอีกด้วย
|