ธนาคารโลกคาดประเทศยากจนยังต้องการความช่วยเหลืออีกมากในการฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจ

Disponible en: English, العربية, français, Español, 中文, 日本語

 

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ

พิชญา ฟิตต์ส

(02) 686-8324

Email: pfitts@worldbank.org

 

 

วอชิงตัน 16 กันยายน 2552  แม้ว่าจะเริ่มมีสัญญาณบ่งชี้ ณ ปัจจุบันว่าภาวะเศรษฐกิจโลกเริ่มจะฟื้นตัวบ้างแล้วก็ตาม    แต่การศึกษาของธนาคารโลกก็ทำให้พบว่า   ยังมีประเทศกำลังพัฒนาที่มีรายได้ต่ำอีก 43 ประเทศทั่วโลกที่ต้องเผชิญกับผลลัพธ์ของภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย   และมีความจำเป็นที่จะต้องให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศที่จัดว่ายากจนที่สุดเหล่านี้ต่อไป

 

ในรายงานที่ธนาคารโลกกำลังจัดเตรียมเพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมกลุ่มประเทศ G-20 ในสหรัฐอเมริกา  ธนาคารโลกระบุว่าผลของวิกฤติเศรษฐกิจโลกจะทำให้จำนวนประชากรที่ต้องมีชีวิตอยู่อย่างยากจนข้นแค้น  เนื่องจากมีรายได้ต่ำกว่าเส้นแบ่งความยากจนที่1.25 เหรียญสหรัฐฯ  ต่อวันนั้น  ต้องเพิ่มขึ้นอีกถึง 89 ล้านคน ณ สิ้นปีพ.ศ.2553 ทั้งนี้ รายงานฉบับนี้ยังระบุด้วยว่า   วิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจของโลกที่กำลังดำเนินอยู่นั้น   ทำให้รัฐบาลของประเทศที่จัดอยู่ในข่ายเปราะบางที่สุดต้องประสบการภาวะขาดดุลงบประมาณสำหรับการใช้จ่ายเพื่อให้บริการทางการศึกษา  การสาธารณสุข  สาธารณูปโภคพื้นฐาน  และการคุ้มครองทางสังคมเป็นจำนวนมหาศาลทีเดียว  คือประมาณ 11,600 ล้านเหรียญฯ      

 

ประชากรที่ยากจนและด้อยโอกาสที่สุดอยู่ในข่ายที่มี่ความเสี่ยงสูงสุดที่จะได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากภาวะการณ์นี้   ครอบครัวที่ยากไร้อยู่แล้วหลายต่อหลายครอบครัวต้องถลำลึกลงสู่ความยากจน   สุขอนามัยของสมาชิกในครอบครัวต้องตกต่ำ   เด็กๆ ก็พลาดโอกาสที่จะได้รับการศึกษา  นายโรเบิร์ต บี เซลลิค ประธานกลุ่มธนาคารโลกกล่าว ประเทศที่ยากจนที่สุดไม่มีตัวแทนไปเป็นปากเป็นเสียงให้แก่พวกเขาในการประชุมของกลุ่มประเทศ G-20  ที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่พวกเราต้องไม่ลืมว่าวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจของโลกนี้จะมีผลในระยะยาวต่อสุขภาพและการศึกษาของประชากรที่ยากไร้ในประเทศเหล่านั้น

 

เราดีใจที่ธนาคารโลกไม่เคยละเลยที่จะนำเอาปัญหาของประเทศยากจนที่สุดในโลกเข้าไปเป็นหัวข้อหนึ่งในการประชุม G-20 นายแซมมวล เวิร์ธธิงตัน ประธานกรรมการบริหารของ InterAction  ซึ่งเป็นสมาพันธ์องค์กรเอกชนที่ทำงานเพื่อช่วยเหลือประชากรผู้ยากไร้ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ กล่าว   ประเทศสมาชิก G-20  จำเป็นที่จะต้องเร่งปฏิบัติตามพันธกรณีที่ได้ให้ไว้ในระหว่างการประชุมสุดยอดที่ลอนดอนเมื่อต้นปีนี้  ที่จะจัดสรรเงินช่วยเหลือทั้งสิ้น 50,000 ล้านเหรียญฯ แก่ประเทศยากจนเพื่อช่วยให้ประเทศเหล่านั้นสามารถวางรูปแบบและดำเนินโครงการคุ้มครองสังคมสำหรับปกป้องประชากรผู้ยากไร้ของประเทศได้

 

แม้ว่าที่ผ่้านมานั้น  ประชาคมโลกจะได้ร่วมมือกันอย่่างขันแข็งเพื่อป้องกันมิให้ประเทศยากจนทั้งหลายต้องได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจของโลก   แต่การศึกษาของธนาคารโลกก็ยังพบว่า  ประเทศกำลังพัฒนาที่มีฐานะยากจนนั้นยังต้องเผชิญกับผลที่เกิดขึ้นจากภาวะวิกฤติด้านราคาอาหาร  ราคาน้ำมัน  และวิกฤติการณ์ทางการเงินของโลกอย่างต่อเนื่อง   การที่จะช่วยให้ประเทศเหล่านี้สามารถรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำและฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจของตนเองได้นั้น  จึงต้องอาศัยความช่วยเหลือเพิ่มเติมจากประเทศที่มีฐานะดีกว่า

 

รายงานของธนาคารโลกฉบับนี้  ยังได้เสนอแนวทางปฏิบัติแก่สมาชิกกลุ่ม G-20 และประเทศอื่นๆ ดังต่อไปนี้   

 

ความช่วยเหลือในภาคเกษตร    วิกฤติการณ์ด้านราคาอาหารในประเทศยากจนบางประเทศนั้นยังไม่สิ้นสุดลง    การช่วยให้ประเทศเหล่านี้มีความมั่นคงทางอาหาร (food security) จึงจำเป็นที่จะต้องอาศัยการเพิ่มผลผลิตในภาคเกษตรรวมทั้งเพิ่มรายได้ให้แก่ชาวนาผู้ยากไร้    รายงานฉบับนี้เรียกร้องให้สมาชิกกลุ่ม G-20  สนับสนุนพันธกรณีที่สมาชิกกลุ่ม G-8  ได้ทำไว้ในระหว่างการประชุมสุดยอดที่ประเทศอิตาลี  ว่าจะจัดสรรเงิน 20,000 ล้านเหรียญฯ ให้แก่การพัฒนาภาคเกษตร  และเสนอแนะว่าการประชุมกลุ่ม G-20 ที่จะถึงนี้น่าจะมีการหาข้อตกลงที่ชัดเจนว่าแต่ละประเทศจะดำเนินการอย่างไรเพื่อปฏิบัติตามพันธกรณีที่ให้ไว้    และทำอย่างไรโครงการในประเทศยากจนที่ได้รับการช่วยเหลือทางการเงินนี้จะได้รับการตอบสนองที่ดีจากรัฐบาลของประเทศนั้นๆ   รวมทั้งจะใช้วิธีใดมาติดตามความคืบหน้าและประเมินผลของการช่วยเหลือนี้

 

การช่วยเหลือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)  วิสาหกิจเหล่านี้มีความสำคัญมากต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศฐานะยากจน  รายงานฉบับนี้เสนอแนะว่ากลุ่มประเทศ G-20 น่าจะหาวิธีสนับสนุนวิสาหกิจเหล่านี้ให้ได้รับการสนับสนุนทางการเงินที่เหมาะสม  ส่วนธนาคารโลกเองนั้นก็ได้มีแผนงานที่จะจัดสรรความช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ แก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้มากเป็นสองเท่าของความช่วยเหลือที่เคยมี  โดยให้ขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 15,500 ล้านเหรียญฯ ภายในปีพ.ศ. 2556

 

การช่วยเหลือประเทศยากจนให้สามารถรับมือกับวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ    วิกฤติการณ์ครั้งนี้และที่เกิดขึ้นในครั้งต่อๆ ไป  ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องมีการจัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยให้ประเทศที่อยู่ในข่ายเปราะบางได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ  เพื่อช่วยให้ประเทศเหล่านั้นสามารถรับมือกับปัญหาที่ถั่งโถมเข้ามาได้   การละเลยความจำเป็นข้อนี้อาจทำให้ประเทศยากจนต่างๆ ที่ได้พัฒนามาแล้วในระดับหนึ่ง  ต้องสูญเสียโอกาสที่จะได้พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของตนอย่างต่อเนื่องต่อไป

 

ประเทศกำลังพัฒนาที่มีรายได้ต่ำนั้น  ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤติการณ์ทางการเงินที่เกิดขึ้นในโลกฝั่งตะวันตก  อันส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจทั้งโลกต้องเข้าสู่ภาวะถดถอย  ทั้งๆ ที่ประเทศเหล่านั้นมิได้เป็นตัวการที่ทำให้เกิดปัญหาขึ้นเลย   ที่สำคัญวิกฤติเศรษฐกิจโลกในครั้งนี้เกิดขึ้นไล่หลังมาติดๆ กับวิกฤติืราคาอาหารและน้ำมันเมื่อสองปีที่แล้ว   ประเทศที่มีกำลังทรัพย์น้อยอยู่้แล้วจึงต้องเผชิญกับปัญหาที่หนักหน่วงในหลายๆด้าน    หากปัญหาเหล่านี้มิได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที   ปัญหาเรื่องความยากจนในประเทศเหล่านี้ก็อาจจะทวีความรุนแรงขึ้นได้รายงานของธนาคารโลกระบุว่า  ปัญหาทางเศรษฐกิจที่ประเทศซึ่งอยู่ในข่ายยากจนที่สุดในโลกต้องประสบในช่วงวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจนั้น มีดังต่อไปนี้ 

      

การค้าโลก   ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทำให้ความต้องการสินค้าลดลงทั่วโลก  และส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศรายได้ต่ำที่เป็นผู้ส่งออก   ธนาคารโลกคาดการณ์ว่า  ความต้องการสินค้าส่งออกในปี 2552 นั้นจะลดลงร้อยละ 5-10 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

 

เงินทุนไหลเข้าภาคเอกชน   เงินทุนที่ไหลเวียนเข้าสู่ภาคเอกชนของประเทศที่อยู่ในข่ายยากจนที่สุดของโลกนั้นได้ลดลงอย่างฮวบฮาบในปี 2551  มาอยู่ที่ 21,000 ล้านเหรียญฯ  จากที่เคยเป็น 30,000 ล้านเหรียญฯ ในพ.ศ. 2550  ส่วนในปีนี้  ธนาคารโลกคาดว่าปริมาณเงินทุนที่จะไหลเวียนเข้าสู่ภาคเอกชนของประเทศเหล่านี้จะลดลงเหลือแค่ 13,000 ล้านเหรียญฯ 

 

การส่งเงินกลับบ้านของแรงงานจากประเทศที่มีรายได้ต่ำ  เงินในส่วนนี้น่าจะลดลงร้อยละ 5-7 ในปี 2552และค่อยๆ ฟื้นฟูอย่างช้าๆ ในปีถัดไป

 

รายได้จากการท่องเที่ยว  ประเทศที่มีรายได้ต่ำหลายประเทศ  โดยเฉพาะประเทศที่เป็นเกาะเล็กๆ  ต้องพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก   ทั้งในแง่ของรายได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศและการสร้างงานในประเทศ  ทั้งที่เป็นงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและงานนอกระบบอื่นๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับบริการด้านนี้   รายได้จากการท่องเที่ยวทั่วโลกนั้นได้ลดลงร้อยละ 8 ระหว่างมกราคมถึงเมษายน 2552  

 

วิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจของโลกนั้น  ทำให้การบรรเทาปัญหาความยากจนในหลายประเทศต้องหยุดชะงัก   ในกัมพูชา  พนักงานโรงงานทอผ้าจำนวน 62,000 คนต้องออกจากงานหลังวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจนี้เกิดขึ้น  นี่เป็นภาวะการณ์ที่น่ากังวลเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากอุตสาหกรรมสิ่งทอของกัมพูชานั้นเป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศที่ได้สร้างงานให้แก่ประชากรมากมาย  และประชากรสตรีที่เป็นลูกจ้างโรงงานทอผ้านั้นก็คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 90 ของลูกจ้างทั้งหมด  ในแซมเบีย  ราคาดีบุกที่ตกลงในปี 25521 เนื่องจากความต้องการที่ลดลงในช่วงเศรษฐกิจถดถอยก็ทำให้อุตสาหกรรมเหมืองแร่ต้องประสบปัญหาอย่างหนัก   ส่งผลให้มีการเลิกจ้างคนงานเป็นจำนวนสูงถึงหนึ่งในสี่ของแรงงานทั้งหมด 

 

เพื่อช่วยเหลือประเทศต่าง ๆ ให้สามารถรับมือกับวิกฤติการณ์ในครั้งนี้ได้    กลุ่มธนาคารโลกได้จัดสรรเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมสำหรับประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย   ในปีงบประมาณ 2552 ที่เพิ่งจะสิ้นสุดลงนั้น (ระหว่างวันที่ 1 ก.ค.2551 ถึง30 มิ.ย. 2552)  กลุ่มธนาคารโลกได้อนุมัติเงินช่วยเหลือประเทศสมาชิกทีได้รับผลกระทบจากวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจไปทั้งสิ้น 58,800 ล้านเหรียญฯ  ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงเป็นประวัติการทำงานของสถาบันเพื่อการพัฒนาพหุภาคีแห่งนี้ทีเดียว    และคิดเป็นการเพิ่มขึ้นร้อยละ 54 จากปีงบประมาณที่ผ่านมา

 




Permanent URL for this page: http://go.worldbank.org/KOUIWWRJG0