ข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ พิชญา ฟิตต์ส โทร. (0) 2686-8324 pfitts@worldbank.org - สัญญาณสำคัญทางเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น แต่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าก่อนเกิดวิกฤติทางการเงินอยู่พอสมควร
- ช่องว่างระหว่างศักยภาพในการผลิตกับผลการผลิตจริงของโลกน่าจะยังมีอยู่มาก
- การว่างงานจะยังคงเป็นปัญหาสำหรับทั้งประเทศกำลังพัฒนาและประเทศร่ำรวย
1 ตุลาคม 2552 – คำถามที่หลายคนกำลังต้องการคำตอบมากในขณะนี้ก็คือ เศรษฐกิจโลกที่เริ่มถดถอยอย่างรุนแรงและฉับพลันเมื่อฤดูใบไม้ร่วงที่แล้วได้มาถึงจุดต่ำสุดแล้วหรือยัง นักเศรษฐศาสตร์ธนาคารโลกหลายคนมองว่า สัญญาณสำคัญทางเศรษฐกิจต่างๆ เช่น การผลิตในภาคอุตสาหกรรม การค้าระหว่างประเทศ และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศนั้นดูเหมือนจะเพิ่มขึ้น แม้จะยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าก่อนวิกฤติการณ์ทางการเงินจะเกิดพอสมควร “ตอนนี้ เราคิดว่าเศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มที่จะมากขึ้นเรื่อย ๆ” แอนดรูว์ เบิรนส์ นักเศรษฐศาสตร์หลัก ประจำกลุ่มงาน Development Prospects Group ของธนาคารโลกกล่าว “ในปี 2553 และ 2554 เราจะเริ่มเห็นอัตราการเติบโตซึ่งแม้จะต่ำกว่าที่เคยมีในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ก็มีความสม่ำเสมอพอสมควร สำหรับประเทศกำลังพัฒนา เราคาดว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโดยรวมจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 5.5 ในปี 2553” อย่างไรก็ตาม ช่องว่างระหว่างความสามารถในการผลิตของโลกกับการผลิตจริงยังน่าจะมีอยู่มาก โดยจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 6 จุด (percentage point) ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ในประเทศกำลังพัฒนา นอกจากนี้ มีความเป็นไปได้ว่าต้นทุนในการกู้ยืมที่สูงขึ้นกับระบบการเงินที่อ่อนแอลง (อันเป็นผลมาจากวิกฤติการณ์ทางการเงิน) จะทำให้ผลผลิตในระยะยาวของประเทศกำลังพัฒนาลดลงมากถึงร้อยละ 4 ของผลิตภัณฑ์มวลรวม “นั่นหมายความว่าการว่างงานจะยังคงเป็นปัญหาสำหรับประเทศกำลังพัฒนาและประเทศร่ำรวยอยู่ (แม้จะมีสัญญาณบวกอื่น ๆ ให้เห็น) นอกจากนี้ ภาวะการเปลี่ยนผ่านและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหลายอย่างที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบัน ในขณะที่เรากำลังปรับตัวให้เข้ากับการชะลอตัวของเศรษฐกิจและการลดลงของผลผลิตนี้ ก็น่าจะดำเนินต่อไปอีกระยะหนึ่ง” เบิรนส์กล่าว แน่นอนหลายประเทศยังรู้สึกได้ถึงผลกระทบจากวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจในครั้งนี้ ในปี 2552 การเติบโตของประเทศกำลังพัฒนาคงจะอยู่ที่ต่ำกว่าร้อยละ 2 เทียบกับร้อยละ 8 จากปีก่อน ประเทศกำลังพัฒนารายได้ต่ำ 43 ประเทศ ยังคงได้รับผลกระทบจากวิกฤติราคาอาหาร และเชื้อเพลิง ในขณะที่วิกฤติเศรษฐกิจกำลังดำเนินอยู่ ธนาคารโลกคาดว่า ประเทศเหล่านี้อาจขาดแคลนเงินงบประมาณสำหรับกิจการสำคัญ ๆ (ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลทุกข์สุขของประชาชน) ถึง 11,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นอกจากนี้ ธนาคารโลกยังคาดหมายด้วยว่า เมื่อถึงปลายปี 2553 ประชาชนมากถึง 90 ล้านคนจะมีชีวิตอยู่ในความยากจนข้นแค้น (extreme poverty) โดยมีรายได้น้อยกว่า 1.25 เหรียญสหรัฐฯต่อวัน ในทวีปแอฟริกา เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว “ทารกจะเสียชีวิต” “ในทวีปที่ยากจน เช่น แอฟริกา เมื่อรายได้ประชากรเริ่มตกต่ำ หรือเมื่ออัตราการเติบโตของรายได้ต่อหัวติดลบ จะเกิดผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตของผู้คนที่นั่น” นายสันต์ เทวราชัณย์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลกสำหรับทวีปแอฟริกากล่าว
“สถิติที่สะเทือนใจมากที่สุดที่เราได้พบก็คือ เมื่ออัตราการเติบโตเหล่านี้ลดลง การเสียชีวิตของทารกจะเพิ่มขึ้น เพื่อนร่วมงานของผมคนหนึ่งได้ประมาณการว่า อัตราการชะลอตัวของเศรษฐกิจแอฟริกาที่เราเห็นนั้น จะทำให้มีทารกเสียชีวิตก่อนที่จะมีอายุครบหนึ่งปีมากถึง 30,000 – 50,000 คน” กว่าวิกฤติเศรษฐกิจโลกจะเดินทางถึงแอฟริกานั้นใช้เวลาประมาณหกเดือนกว่า เมื่อมาถึงแล้ว ผลของมันทำให้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของแอฟริกาตกลงจากร้อยละ 4.8 ต่อปีในปี 2551 มาเป็นประมาณร้อยละ 1 ในปี 2552 ปัจจุบัน เทวราชัณย์กำลังกลัวว่าการฟื้นตัวของแอฟริกาจะเป็นไปอย่างเชื่องช้ากว่าประเทศอื่น ๆ ในโลก การไหลเวียนของเงินทุนในภาคเอกชนในแอฟริกานั้นลดลง และรายได้จากการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ก็ลดลงเช่นกัน นักเศรษฐศาสตร์คาดหมายว่า รายได้ส่งกลับประเทศในทวีปแอฟริกาน่าจะลดลงร้อยละ 8 ในปีนี้ หลังจากที่เติบโตในอัตราตัวเลขสองหลักมาเป็นเวลาสี่หรือห้าปีแล้ว นอกจากนี้ รายได้ส่งของแรงงานแอฟริกาอาจอยู่ในระดับต่ำต่อไปหากไม่มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นในสหรัฐฯและยุโรปตะวันตก ซึ่งเป็นดินแดนที่ชาวแอฟริกันที่ไปทำงานในต่างประเทศอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ทั่วโลก รายได้ส่งกลับของแรงงานข้ามชาติอาจจะลดลงถึงร้อยละ 10 – ซึ่งเป็นอัตราที่สูงมากสำหรับประเทศที่ต้องพึ่งรายได้ส่วนนี้ นายดีลิป ราธา นักเศรษฐศาสตร์หลักอีกท่านหนึ่งของกลุ่มงาน Develpment Prospects Group ซึ่งรั้งตำแหน่งเป็นหัวหน้ากลุ่มงานวิจัยการย้ายถิ่นฐานและรายได้ส่งกลับของธนาคารโลกด้วย กล่าว “มีประเทศหลายประเทศที่รายได้ส่งกลับเหล่านี้คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 25 หรือร้อยละ 50 ของรายได้ประชาชาติ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศขนาดเล็กซึ่งมีฐานะยากจน ประเทศที่ยังต้องเผชิญกับความขัดแย้งภายใน รวมทั้งประเทศที่อยู่ในข่ายเปราะบางจะต้องพึ่งเงินส่งกลับพวกนี้ การที่รายได้ส่งกลับลดลงร้อยละ 10 นั้น อาจจะไม่มากเมื่อเทียบกับอัตราการชะลอตัวของการลงทุนจากต่างประเทศ แต่สำหรับประชากรในประเทศยากจน การลดลงของรายได้ในอัตราร้อยละ 10 ก็อาจสร้างความแร้นแค้นให้แก่คนเหล่านี้ หรือแก่รัฐบาลที่ยังต้องพึ่งเงินตราจากต่างประเทศที่เข้ามายังประเทศตนได้” ธนาคารโลกได้เพิ่มการให้ความช่วยเหลือผ่านเงินกู้แก่ประเทศรายได้ต่ำในแอฟริกาขึ้นเป็น 7,800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปีนี้ หรือเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วในอัตราร้อยละ 30 นายเทวราชัณย์กล่าวว่า จำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศเหล่านั้น “ดูเหมือนว่าอย่างน้อยประเทศเหล่านั้นก็ประคองตัวผ่านปีนี้มาได้ ด้วยความเจ็บปวดและยากลำบากอย่างยิ่ง แต่จะต้องมีหลักประกันว่าความช่วยเหลือทางการเงินต่าง ๆ จะรอพวกเขาอยู่ในอีกสองปีข้างหน้า ไม่เช่นนั้นแล้วประเทศเหล่านี้จะประสบปัญหา” ผลของวิกฤติเศรษฐกิจในประเทศกำลังพัฒนาในยุโรปและเอเซียกลางยังไม่จางหาย บางประเทศในยุโรปตะวันออกและเอเชียกลางก็กำลังดิ้นรนหลังถูกกระทบ “อาจจะมากที่สุด” จากวิกฤติการเงิน อินเดอร์มิต กิลล์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลกประจำภูมิภาคนี้กล่าว เขาคาดว่า การเติบโตของเศรษฐกิจทั้งภูมิภาคจะติดลบร้อยละ 6 ในปี 2552 โดยมีเศรษฐกิจของบางประเทศติดลบมากถึงร้อยละ 10 ตัวเลขการว่างงานของทางการชี้ว่า จำนวนผู้ว่างงานในภูมิภาคนี้ได้เพิ่มขึ้นจาก 8.5 ล้านเป็น 11.5 ล้าน อย่างไรก็ดี ตัวเลขของทางการนี้อาจจะไม่สะท้อนภาวะที่แท้จริง เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าอัตราการว่างงานที่แท้จริงน่าจะสูงกว่านี้มาก รายได้ส่งกลับของแรงงานจากภูมิภาคที่ไปทำงานในต่างแดนได้ลดลงในอัตราที่สูง (เป็นหลักสิบ) ในบางประเทศก็เหลือเพียงครึ่งหนึ่งของรายได้ส่งกลับในปี 2551 แม้การกู้ยืมจากต่างประเทศโดยรวมจะลดลง แต่หนี้ต่างประเทศซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคเอกชนก็กำลังเป็นปัญหาใหญ่ในภูมิภาค ในปีหน้า หนี้ที่ครบกำหนดชำระจะมีจำนวนสูงถึง 300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำให้มีความจำเป็นที่จะต้องหาเงินมาชำระหรือต่ออายุหนี้เหล่านี้ คาดว่าบางประเทศจะมีการขาดดุลทางการคลังเพิ่มขึ้นกว่าสามเท่า ซึ่งจะทำให้รัฐบาลต้องบริหารประเทศด้วยงบประมาณที่น้อยลง (ในขณะที่ความต้องการของประชากรเพิ่มขึ้น) การที่เศรษฐกิจของภูมิภาคชะลอตัวนี้ ทำให้ความยากจนในภูมิภาคที่ลดลงไปได้มากแล้วกลับพลิกเพิ่มขึ้นมา “แทนที่ตัวเลขคนยากจนจะลดลง 15 ล้านคนปีนี้ กลกายเป็นว่ามันจะเพิ่มขึ้นอีกเกือบ 15 ล้าน ดังนั้นเราจึงจะมีคนจนเพิ่มขึ้นกว่าที่ควรเป็นถึงประมาณ 30 ล้านคน” นายกิลล์กล่าว “และตัวเลขพวกนี้ก็ไม่ได้บอกเราว่าสถานการณ์สำหรับคนจน 150 ล้านคนที่มีอยู่เดิมนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เขาเหล่านี้มีความเสี่ยงสูงและอยู่ในข่ายเปราะบางอยู่แล้ว ไม่มีวี่แววว่าอะไรจะดีขึ้นสำหรับแรงงานของภูมิภาคนี้และครอบครัวของพวกเขาเลย” กลุ่มธนาคารโลกได้เพิ่มการให้กู้ยืมและเพิ่มความช่วยเหลือแก่บางประเทศในภูมิภาค ในจำนวนนี้รวมถึงการให้งินกู้จำนวน 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯให้กับประเทศฮังการี ยูเครน และ ลัตเวียเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กลุ่มธนาคารโลกได้ร่วมกับธนาคารเพื่อการบูรณะและพัฒนายุโรปและธนาคารเพื่อการลงทุนยุโรป เพื่อจัดสรรเงินถึง 24,500 ล้านยูโร (31,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) สำหรับช่วยเหลือภาคการเงินและเพื่อเป็นเงินทุนสำหรับกู้ยืมให้กับธุรกิจที่ถูกกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก โดยกลุ่มธนาคารโลกจะจัดสรรงบประมาณมาสมทบโครงการนี้เป็นจำนวน 7,500 ล้านยูโร เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายเจมส์ บอนด์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการอาวุโสของสถาบันประกันการลงทุนพหุพาคี ซึ่งเป็นหน่วยงานของธนาคารโลกที่ทำหน้าที่ประกันความเสี่ยงทางการเมืองได้กล่าวว่า “มีความต้องการอย่างยิ่งที่จะให้ MIGA เข้ามาช่วยธนาคารต่างๆปรับโครงสร้างเงินทุนของบริษัทลูกในประเทศเหล่านี้” เริ่มมีความกังวลใหม่ ๆ เกี่ยวกับการค้าโลก นายบอนด์ยังกล่าวด้วยว่า ภูมิภาคอื่น ๆ ก็ยังต้องรับมือกับการที่เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศลดต่ำลง รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น (อันมีสาเหตุจากความกังวลเรื่องหนี้เสียในระบบเศรษฐกิจ) และการชะลอตัวของตลาดส่งออก ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผลพวงของวิกฤติทางการเงินที่เกิดขึ้นทั่วโลก ประเทศที่รายได้ต่ำต่างก็กังวลว่า ความช่วยเหลือจากต่างประเทศจะลดน้อยหรือยุติลงด้วยเหตุที่ประเทศผู้บริจาคกำลังเผชิญกับแรงกดดันมากมายในประเทศ ขณะเดียวกัน กลุ่มประเทศ BRIC (ประเทศกำลังพัฒนาซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว อันประกอบไปด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน) ก็ไม่ค่อยสบายใจนักที่ตลาดส่งออกหลักของตนในสหรัฐฯและยุโรปต้องหดตัวลงอย่างหนัก การค้าโลกได้ฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยจากภาวะตกต่ำเมื่อฤดูใบไม้ผลิที่แล้ว (ซึ่งตอนนั้นตกลงร้อยละ 35) ในปัจจุบันนี้ นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าการค้าโลกโดยรวมในปีนี้จะตกลงเพียงร้อยละ 10 อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการกระตุ้นทางการคลังและการเงิน รวมทั้งการกลับมาสต็อกสินค้าและวัตถุดิบอีกครั้งหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายเบอร์นาร์ด โฮคแมน ผู้อำนวยการการค้าของธนาคารโลกกล่าวว่า “เมื่อรัฐบาลประเทศต่างๆเริ่มลดมาตรการกระตุ้นทางการคลังลง (เนื่องจากความกังวลเรื่องการขาดดุลงบประมาณ) คำถามใหญ่ก็คือ อุปสงค์ในภาคเอกชนจะเพิ่มขึ้นมากจนสามารถทดแทนมาตรการกระตุ้นทางการคลังจากภาครัฐได้หรือไม่ เห็นได้ชัดว่าในประเทศนำเข้าใหญ่ๆของโลก ซึ่งมีสหรัฐฯเป็นตัวอย่างที่ใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดในกลุ่มนี้ ครัวเรือนต่างๆจะมีข้อจำกัดมากขึ้นในความสามารถที่จะบริโภคได้เท่าระดับเดิมที่เคยทำมา” นายโฮคแมนกล่าว “ในระยะสั้น การฟื้นตัวซึ่งดีกว่าที่คาดไว้ควรจะทำให้สภาพเศรษฐกิจของลาตินอเมริกาดีขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในอเมริกาใต้” นายออกัสโต เด ลา ตอร์เร หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคลาตินอเมริกาและคาริบเบียนกล่าว “แต่พอถึงกลางปี 2553 จะมีความไม่แน่นอนว่าเศรษฐกิจโลกโดยรวมจะสามารถกลับมาเติบโตในอัตราที่สูงเช่นที่เคยเป็น และเติบโตอย่างสมดุลย์ได้หรือไม่ ทั้งนี้ การเติบโตในลักษณะที่ว่าจะต้องอาศัยการออมที่เพิ่มขึ้นในสหรัฐฯ การบริโภคและใช้จ่ายมากขึ้นของจีน และการขยายการลงทุนในลาตินอเมริกา (ซึ่งก็ยังมีความไม่แน่นอนสูงว่าจะเกิดขึ้นได้หรือเปล่า)” หลังวิกฤติ เมื่อมองไปในอนาคต โลกจะได้รับประโยชน์จากการเจริญเติบโตที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และมีที่มาจากปัจจัยซึ่งหลากหลาย (หาใช่จากการบริโภคในประเทศขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียวเช่นในอดีต) นายโรเบิรต์ เซลลิค ประธานกลุ่มธนาคารโลกกล่าวระหว่างการปราศรัยเมื่อวันที่ 28 กันยายน ที่กรุงวอชิงตัน แต่ก่อนอื่นโลกต้องให้ความคุ้มครองแก่ผู้ที่เปราะบางเสียก่อน สัปดาห์ที่แล้ว ผู้นำกลุ่มประเทศ G 20 ได้แสดงความสนับสนุนต่อความริเริ่มซึ่งนำโดยธนาคารโลก ในการคุ้มครองประเทศรายได้ต่ำจากผลกระทบของวิกฤติในอนาคต (Crisis Support Facility) และความร่วมมือระหว่างประเทศว่าด้วยการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร (Global Partnership for Agriculture and Food Security) นอกจากนี้ ธนาคารโลกยังได้จัดให้มีมาตรการอื่นๆในช่วงวิกฤติเพื่อสนับสนุนโครงการเพื่อสังคม การค้า รวมทั้งระบบการเงินที่อ่อนแอ โครงการโครงสร้างพื้นฐาน เงินกู้รายย่อย และการฟื้นตัวของภาคเอกชนด้วย “ด้วยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ในทรัพยากรมนุษย์ และในธุรกิจภาคเอกชน ประเทศต่าง ๆ ในลาตินอเมริกา เอเชีย และตะวันออกกลางทั้งหมดจะสามารถสร้าง “ความเป็นจริงในรูปแบบใหม่” (the New Normal) สำหรับเศรษฐกิจโลกได้” นายเซลลิคกล่าว และเนื่องจากแอฟริกามีประชากร 1 พันล้านคน แอฟริกาจะสามารถเป็นเสาหลักของการเติบโตได้อีกแห่งหนึ่ง เซลลิคเสริม |