ติดต่อ พิชญา ฟิตต์ส (02) 686-8324 pfitts@worldbank.org
21 ตุลาคม 2552 – มีประชากรโลกจำนวนมากถึง 800 ล้านคนที่ตกอยู่ในภาวะขาดแคลนอาหารอยู่แล้ว ก่อนหน้าที่จะเกิดวิกฤติการณ์ด้านอาหารและเศรษฐกิจขึ้นในสองปีที่ผ่านมา ในปัจจุบัน เป็นที่น่ายินดีว่า การผลักดันให้โลกหันมาหาวิธีต่อสู้กับปัญหาที่ดำเนินมาอย่างยาวนานนี้กำลังได้รับแรงสนับสนุนจากหลายฝ่าย
เหล่าผู้นำที่เข้าร่วมในการประชุมระดับโลกที่จัดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ได้เห็นพ้องกันในอันที่จะสนับสนุนความริเริ่มมูลค่าหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ ฯ เพื่อส่งเสริมการเกษตรและความมั่นคงทางอาหารในประเทศที่มีรายได้ต่ำ โดยในเวลานี้ กำลังมีการพิจารณาเค้าโครงในภาพรวมและระดับการให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศเหล่านี้ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา กลุ่มประเทศ G20 ได้ขอให้ธนาคารโลกร่วมกับประเทศผู้บริจาคและองค์กรต่าง ๆ ที่สนใจในปัญหานี้ ก่อตั้งกองทุนพหุพาคีขึ้นมาใหม่กองทุนหนึ่งเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของโครงการริเริ่มดังกล่าว และต่อมาในเดือนตุลาคม ก็ได้มีการพิจารณาประเด็นที่ว่านี้อย่างต่อเนื่อง ในการประชุมประจำปีระหว่างธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ณ นครอิสตันบุล ประเทศตุรกี “ในการประชุมเมื่อวานนี้ เราได้เริ่มดำเนินการเพื่อทำความตกลงกับผู้มีส่วนร่วม เกี่ยวกับกรอบการดำเนินงานของกองทุนดังกล่าว” ประธานธนาคารโลก นายโรเบิร์ต เซลลิค กล่าวในงานแถลงข่าวของคณะกรรมการร่วมธนาคารโลก-IMF (Development Committee) เมื่อวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา “ด้วยแนวทางที่ครอบคลุมองค์ประกอบต่าง ๆ ของปัญหา และด้วยความร่วมมือจากหลายฝ่าย เราเชื่อว่าเราจะสามารถดึงเอาทรัพยากร ตลอดจนสามารถสนับสนุนแนวคิดใหม่ ๆ ที่จะช่วยสรรค์สร้างความมั่นคงทางอาหารให้ได้ดีกว่าเดิม โดยจะครอบคลุมถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบห่วงโซ่อาหารทั้งหมด ตลอดจนเน้นการสร้างระบบเกษตรกรรมที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้น” “แต่ดังที่บางท่านได้ย้ำกับที่ประชุม วิกฤติอาหารและน้ำมันที่เกิดขึ้นนั้นได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศกำลังพัฒนามากกว่าวิกฤติการณ์ทางการเงินที่เกิดขึ้นไล่หลังมาติด ๆ และสำหรับประเทศเหล่านี้ วิกฤติดังกล่าวก็ยังคงไม่จบสิ้น...เราจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อทำการริเริ่มนี้ให้เป็นจริง” นายเซลลิค กล่าวเพิ่มเติม ความต้องการอาหารกำลังเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่อัตราการเติบโตของผลผลิตตกต่ำลง ความยากจนและความอดอยากหิวโหยของประชากรโลกนั้นได้เริ่มลดลง อย่างต่อเนื่องก่อนหน้าที่วิกฤติอาหารจะเริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2550 ทว่า ปัจจัยหลายอย่างรวมกัน เช่น การลงทุนในภาคเกษตรกรรมที่ต่ำกว่าความต้องการ (underinvestment) ซึ่งดำเนินมาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน การที่ราคาน้ำมันและอาหารพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น ตามมาด้วยวิกฤติเศรษฐกิจ ได้ผลักไสให้ประชากรอีก 100 ล้านคนโดยประมาณต้องถลำเข้าสู่ภาวะยากจนในไม่กี่ปีที่ผ่านมา องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติได้ประเมินว่า จำนวนประชากรที่ได้รับความทุกข์ทรมานจากความหิวโหยและความยากจนณ ขณะนี้นั้นมีมากกว่าหนึ่งพันล้านคนเลยทีเดียว รายงานแนวโน้มประชากรโลกที่จัดทำโดยสหประชาชาติ (World Population Prospects) ชี้ว่า ภายในปี พ.ศ. 2593 จำนวนประชากรที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือด้านอาหารเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 2,300 ล้านคน (เพิ่มขึ้นหนึ่งในสามของจำนวนประชากรที่ต้องการความช่วยเหลือด้านอาหารในปัจจุบัน) ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีความต้องการอาหารที่เกิดขึ้นใหม่ จากการใช้อาหารเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ความต้องการเมล็ดพันธุ์พืชเพิ่มสูงขึ้น แต่อัตราการเติบโตของผลผลิตจากเมล็ดพืชเหล่านี้กลับลดต่ำลง จากร้อยละ 3 ใน พ.ศ. 2523 เหลือเพียงร้อยละ 1 ในปัจจุบันเท่านั้น “แนวโน้มเหล่านี้เป็นแรงผลักดันให้ราคาอาหารเพิ่มสูงขึ้น มีการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อขยายพื้นที่ปลูกพืช และยังก่อให้เกิดผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” รายงานแผนปฏิบัติการด้านเกษตรกรรมของกลุ่มธนาคารโลกฉบับล่าสุด กล่าว “การใช้เงินลงทุนจำนวนมากเพื่อส่งเสริมผลผลิตด้านการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรมนั้นนับว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากในขณะนี้” ด้วยสาเหตุนี้ แผนปฏิบัติการที่ธนาคารโลกจัดทำขึ้นเพื่อเป็นแนวทางแก่การดำเนินโครงการความริเริ่มด้านอาหารและการเกษตร จึงเน้นความช่วยเหลือแก่ประเทศกำลังพัฒนาในการเพิ่มศักยภาพการผลิตด้านการเกษตร การเชื่อมโยงเกษตรกรกับตลาดเข้าด้วยกัน การสร้างรายได้จากนอกภาคเกษตรกรรมในชนบทอย่างง่ายๆ รวมไปถึงการเพิ่มบริการและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม สถาบันวิจัยนโยบายอาหารระหว่างประเทศได้ประเมินว่า หากโลกต้องการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษว่าด้วยการลดความยากจนและความหิวโหยลงให้ได้ครึ่งหนึ่งใน พ.ศ. 2558 แล้วล่ะก็ รัฐบาลของประเทศกำลังพัฒนาต่าง ๆ จำเป็นต้องมีการลงทุนในภาคเกษตรเพิ่มขึ้นอีกถึง 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐ ฯ ต่อปีทีเดียว กลุ่มธนาคารโลกเพิ่มการสนับสนุน กลุ่มธนาคารโลกมีแผนที่จะเพิ่มการสนับสนุนด้านเกษตรกรรมของทางธนาคาร จากปีละ 4,100 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ในช่วงปีงบประมาณ 2549 – 2551 เป็น 6,200 ถึง 8,300 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ในช่วงปีงบประมาณ 2553 – 2555 ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 13 – 17 ของการให้ความช่วยเหลือด้านการเงินของทางธนาคารโลก เร่งหาแหล่งเงินทุนเพื่อตอบโต้วิกฤติ จากการจัดสรรงบประมาณของธนาคารโลกเองเป็นจำนวนเงินประมาณ 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ และเงินสนับสนุนจากประเทศผู้บริจาคมูลค่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ผ่าน Global Food Crisis Response Program (ซึ่งเป็นกองทุนที่ให้ความช่วยเหลือด้านอาหารอย่างเร่งด่วน) ทำให้ธนาคารโลกสามารถอนุมัติเงินช่วยเหลืออย่างรีบเร่งเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชากรผู้ยากไร้จากราคาอาหารที่พุ่งสูงขึ้น และเพื่อช่วยให้ประเทศต่างๆ ปรับตัวตามราคาอาหารที่สูงขึ้นและมีความผันผวนมากขึ้นได้ แต่เนื่องจากความต้องการความช่วยเหลือด้านนี้ยังคงสูงขึ้นทุกวัน จำนวนเงินที่ธนาคารโลกคาดว่าจะต้องใช้ในโครงการนี้จึงน่าจะสูงขึ้นอีกเช่นกัน ณ ปัจจุบัน ธนาคารโลกคาดว่าความช่วยเหลือด้านอาหารในระยะสั้นผ่านกองทุน Global Food Crisis Response Program นั้น ได้เข้าถึงประชากรในชนบทแล้วราว 5.8 ล้านครัวเรือน ในขณะที่การสนับสนุนโครงการที่ให้ความคุ้มครองทางสังคมและโครงการที่ช่วยเสริมสร้างโภชนาการแก่ประชากรนั้นได้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายไปแล้ว 1.5 ล้านคน ทั้งนี้มีการคาดหมายว่า ผลบวกจากโครงการทั้งสองนี้จะครอบคลุมประชากรเป็นจำนวนมากกว่าที่ได้รับความช่วยเหลือโดยตรง # # # # # # # # # # # # # # |