ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ กิริฎา เภาพิจิตร โทร. (+66-2) 686-8332 kbhaopichitr@worldbank.org
วัชรินทร์ ศิริมณีธรรม โทร. (+66-2) 686-8329 vsirimaneetham@worldbank.org
กรุงเทพฯ 20 สิงหาคม 2552 – ธนาคารโลกชี้ผู้ประกอบการไทยมองบรรยากาศการลงทุนในสองปีที่ผ่านมาว่าแย่กว่าที่เป็นจริง เตือนหากสถานการณ์เช่นนี้ไม่ได้รับการแก้ไขอาจส่งผลลบต่อเศรษฐกิจในระยะยาว เพราะจะทำให้ผู้ประกอบการไม่กล้าลงทุนเพื่อขยายกิจการหรือเพิ่มผลิตภาพ
รายงาน “การวิเคราะห์บรรยากาศการลงทุนในประเทศไทย ฉบับพ.ศ. 2551” ซึ่งธนาคารโลกนำออกเผยแพร่ในวันนี้ชี้ให้เห็นว่า ผู้ประกอบการไทยส่วนมากมีความกังวลในเรื่องสภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่ผันผวน และปัญหาการเมืองที่ยังขาดเสถียรภาพ ซึ่งส่งผลให้นโยบายของภาครัฐมีความไม่แน่นอนสูงตามไปด้วย
ทั้งนี้ กว่าสองในสามของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมการสำรวจบรรยากาศการลงทุนในครั้งนี้ ได้เลือกให้ความไม่มั่นคงของเศรษฐกิจมหภาคและความไม่แน่นอนด้านนโยบายเป็นอุปสรรคที่สำคัญยิ่งต่อการดำเนินธุรกิจ ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าจำนวนผู้ประกอบการที่เลือกให้สองปัจจัยนี้เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ ในการสำรวจบรรยากาศการลงทุนครั้งที่แล้ว (พ.ศ. 2547 )
อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาว่าสถานการณ์ภายในและภายนอกประเทศในสองสามปีที่ผ่านมานั้นมีความอ่อนไหวมาก การที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่รู้สึกเช่นนี้ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารโลกให้ความเห็น
“ในภาวะที่บรรยากาศทางการเมืองมีความผันผวนนั้น ผู้ประกอบการก็มักจะกังวลว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้น ทำให้นโยบายที่มีผลโดยตรงต่อการดำเนินธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วย” นางสาวกิริฎา ซึ่งเป็นผู้เขียนหลักคนหนึ่งของรายงาน “การวิเคราะห์บรรยากาศการลงทุนในประเทศไทย ฉบับพ.ศ. 2551” กล่าว
แม้กระนั้นก็ตาม ธนาคารโลกก็ยังเตือนด้วยว่า ความกังวลเช่นนี้อาจส่งผลลบต่อการตัดสินใจของผู้ประกอบการในการลงทุนเพื่อขยายกิจการหรือเพิ่มกำลังการผลิตในอนาคตได้ โดยนางชูเบ ลัว นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลกและผู้เขียนหลักอีกคนหนึ่งของรายงานฉบับนี้ให้ความเห็นว่า นอกจากผลตอบแทนในการลงทุนแต่ละครั้งแล้ว ผู้ประกอบการยังให้น้ำหนักกับบรรยากาศการลงทุนโดยรวมด้วยว่ามีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน ดังนั้น การส่งเสริมบรรยากาศการลงทุนจึงเป็นมาตรการที่จะสามารถกระตุ้นการลงทุน รวมทั้งสร้างงานให้แก่ประชากรได้ในระยะยาว
“ถ้าหากเจ้าของธุรกิจหรือผู้บริหารไม่แน่ใจว่าบรรยากาศการลงทุนในปัจจุบันนี้เอื้อต่อการลงทุนของเขา เขาก็จะชะลอการตัดสินใจไว้ก่อน” นางชูเบกล่าว “ผลของการศึกษาที่ธนาคารโลกจัดทำขึ้นในหลายต่อหลายประเทศนั้นทำให้เราพบว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่บรรยากาศการลงทุนกระเตื้องขึ้น การลงทุนและผลิตภาพของประเทศนั้น ๆ ก็จะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย”
“การวิเคราะห์บรรยากาศการลงทุนในประเทศไทย ฉบับพ.ศ. 2551” นี้ เป็นรายงานที่ธนาคารโลกจัดทำร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ และเป็นการวิเคราะห์ผลของการสำรวจผู้ประกอบการทั่วประเทศทั้งสิ้น 1,043 ราย ซึ่งมีกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณ
ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมการสำรวจนี้อยู่ในอุตสาหกรรมเก้าประเภทคือ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ อิเล็คทรอนิคส์ อาหารแปรรูป เฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม เครื่องจักรกลและอุปกรณ์ ยางและพลาสติก และสิ่งทอ การสำรวจนี้เกิดขึ้นในระหว่างเดือนเมษายนถึงพฤศจิกายน พ.ศ. 2550 แม้ว่าการสำรวจครั้งนี้จะเสร็จสิ้นไปกว่าหนึ่งปีแล้ว แต่นางสาวกิริฎาก็กล่าวว่าผลของการสำรวจยังนับว่าสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันอยู่มากทีเดียว
และถึงแม้ไทยจะมีสาเหตุที่ต้องกังวลอยู่บ้าง แต่ธนาคารโลกก็ระบุด้วยว่า บรรยากาศการลงทุนของไทยยังอยู่ในระดับที่สูสีกับประเทศที่มีรายได้ปานกลางอื่น ๆ เช่น บราซิล จีน อินเดีย หรือตุรกี
ทักษะของแรงงานมีผลต่อบรรยากาศการลงทุน
ปัจจัยอื่น ๆ ที่ผู้ประกอบการไทยชี้ว่ามีผลต่อบรรยากาศการลงทุนก็มีการขาดแหล่งเงินทุน คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่ได้มาตรฐาน และกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ เป็นต้น ซึ่งสอดคล้องกับผลการสำรวจบรรยากาศการลงทุนครั้งที่แล้ว
และในขณะที่ไทยกำลังพยายามพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้เป็นเศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge-Based Economy) ให้มากขึ้น คุณภาพและระดับการศึกษาของแรงงานไทยก็จัดว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งปัจจัยหนึ่ง ธนาคารโลกกล่าว รายงานของธนาคารโลกฉบับนี้ระบุว่า การขาดแรงงานที่มีทักษะนั้น อาจเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการไทยไม่สามารถเพิ่มผลิตภาพของตนได้ในระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา
โดยเกือบร้อยละ 40 ของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมการสำรวจในครั้งนี้ระบุว่า การขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะนั้น เป็นอุปสรรคหนึ่งในอุปสรรคที่สำคัญสูงสุดสามประการของการดำเนินธุรกิจ ในขณะเดียวกัน ร้อยละ 43 ของผู้ประกอบการก็ได้ระบุว่า การขาดแรงงานที่มีความรู้และมีทักษะสูงนั้น เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถพัฒนาหรือนำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้พัฒนากระบวนการผลิตหรือเพิ่มผลิตได้ หากสถานการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อไป ก็อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
“ในระยะสั้น เจ้าของกิจการต่าง ๆ อาจต้องปรับการผลิตให้ลดลงกว่าศักยภาพที่มีอยู่ เพราะขาดแรงงานที่สามารถใช้เครื่องมือเครื่องไม้ในการผลิตได้” นางชูเบกล่าว “ในระยะยาว สถานการณ์เช่นนี้ก็จะทำให้เจ้าของกิจการต่าง ๆ ไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตของตนให้สอดคล้องกับความต้องการสินค้าได้” ท่านสามารถดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็ม (ภาษาอังกฤษ) ได้ที่ www.worldbank.org/th
|