ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ ดร. จิเตนดร้า เจ ชาห์ โทร. 66 (0) 2686-8360 Email:jshah@worldbank.org นางพิชญา ฟิตต์ส โทร 66 (0) 2686-8324 Email:pfitts@worldbank.org 14 มิถุนายน 2550 – ตลอดระยะเวลาสามสี่ทศวรรษที่ผ่านมา การเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมการผลิตและการท่องเที่ยว รวมทั้งการขยายตัวของพื้นที่ชายฝั่งทะเลตามจำนวนประชาการที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปีนั้น ได้ส่งผลกระทบในเชิงลบต่อทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลและตามชายฝั่งของไทยอย่างรุนแรง เพื่อรักษาทรัพยากรเหล่านี้ให้ตกถึงชนรุ่นหลัง รัฐบาลไทยจำเป็นที่จะต้องส่งเสริมให้มีการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในแบบยั่งยืนไปพร้อม ๆ กับการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจตามชายฝั่งทะเล นี่คือข้อสรุปของ “รายงานสถานการณ์สิ่งแวดล้อมไทย” ฉบับล่าสุดของธนาคารโลก ซึ่งเป็นรายงานที่จัดทำขึ้นโดยความร่วมมือของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กับผู้แทนจากภาคสิ่งแวดล้อมของธนาคารโลกประจำประเทศไทย สาระสำคัญประการหนึ่งของรายงานฉบับนี้ก็คือ การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของไทยเพื่อสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ผ่านมานั้น ได้ส่งผลเสียและคุกคามต่อสภาพแวดล้อมและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนตามชายฝั่งทะเล ผลกระทบที่ตามมานั้นก็คือ พื้นที่ชุ่มน้ำตามป่าชายเลนหลายส่วนได้ถูกทำลายความเสียหายได้เกิดขึ้นแก่แนวปะการังตามชายฝั่ง รวมทั้งชาวประมงเองก็ได้รับผลกระทบ เนื่องจากการที่จำนวนสัตว์น้ำได้ลดลงอย่างมากมาย “การสูญเสียพื้นที่และทรัพยากรชายฝั่งนี้ ไม่ได้เป็นแค่ปัญหาสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังมีนัยยะทางเศรษฐกิจที่สำคัญอีกด้วย” นายเอียน พอร์เตอร์ ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทยให้ความเห็น การที่พื้นที่ชายฝั่งทะเลต้องถูกกัดเซาะไปทุกวันนี้ ได้กลายเป็นปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญยิ่งปัญหาหนึ่งของประเทศไทย ทั้งนี้ “รายงานสถานการณ์สิ่งแวดล้อมไทย” ของธนาคารโลกก็ได้ระบุว่า ในแต่ละปีนั้น พื้นที่ชายฝั่งทะเลของไทยโดยรวมได้ถูกกัดเซาะไปมากถึงสองตารางกิโลเมตรทีเดียว คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึงหกพันล้านบาท (ประมาณ 150 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) บ้านขุนสมุทรจีนในจังหวัดสมุทรปราการเป็นหนึ่งในจำนวนหลาย ๆ หมู่บ้านตามชายฝั่งทะเลอ่าวไทย ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ตลอดระยะเวลาเกือบสามสิบปีที่ผ่านมานั้น ชายหาดของหมู่บ้านนี้ได้ถูกกัดเซาะไปเป็นเนื้อที่ถึงหนึ่งตารางกิโลเมตร ทำให้อาคารบ้านเรือน โรงเรียน และสถานที่ราชการต่างๆ ต้องถูกอพยพโยกย้ายหลายต่อหลายครั้ง จนทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านนี้หลายร้อยหลายพันคนถึงกับเบื่อหน่าย ย้ายออกจากหมู่บ้านไปก็มี การกัดเซาะที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงที่บัานขุนสมุทรจีนนั้น มีต้นเหตุมาจากการสูญเสียพื้นที่ป่าชายเลนตามแนวชายฝั่งของหมู่บ้านไปเป็นจำนวนมาก ตามธรรมชาติแล้ว ป่าชายเลนช่วยรักษาเสถียรภาพของแนวชายหาด ช่วยยึดและดักจับตะกอนตามแนวชายฝั่ง และ บรรเทาแรงปะทะที่เกิดจากคลื่นลม หากปราศจากป่าชายเลนแล้ว แนวชายหาดจะไม่สามารถต้านทานกระแสแรงลม คลื่นถาโถมเข้าใส่ตลอดเวลาได้ ในขณะที่สภาวะทางธรรมชาติคือต้นตอของปัญหาการถูกกัดเซาะของชายฝั่งในแถบทะเลอันดามัน การกระทำของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเหมืองทราย การก่อสร้างกำแพงกันคลื่น เขื่อนกั้นน้ำ หรือ ท่าเทียบเรือ และ การขุดเจาะน้ำบาดาล ก็เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยต้องถูกกัดเซาะไปอยู่เรื่อยๆ “รายงานสถานการณ์สิ่งแวดล้อมไทย” ระบุ การนำพื้นที่ป่าชายเลนไปใช้ทำฟาร์มเพาะกุ้งก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ประสิทธิภาพในการต้านการกัดเซาะของพื้นที่ชายฝั่งทะเลลดลง รัฐบาลไทยเอง รวมทั้งผู้แทนจากชุมชน และองค์กรกลางที่ทำหน้าที่ดูแลสภาพแวดล้อม ต่างก็ตระหนักดีถึงความสำคัญของปัญหานี้ และได้ดำเนินมาตรการหลายต่อหลายมาตรการเพื่อแก้ไขและบรรเทาความรุนแรงของปัญหา อย่างไรก็ดี เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างราบรื่น ทางการก็จำเป็นจะต้องมีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และส่งเสริมให้แต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการประสานงานกันให้มากขึ้น เพื่อประโยชน์ของการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติในระยะยาว “ความซับซ้อนของปัญหา สภาวะทางธรรมชาติ การมีบทบัญญัติทางกฎหมายที่ทับซ้อนกัน และการขาดการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งงบประมาณที่จำกัด ต่าง ๆ เหล่านี้คือสาเหตุที่ทำให้การดำเนินมาตราการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติตามชายฝั่งทะเลในอดีตนั้นยังทำได้ไม่ดีนัก” นายพอร์เตอร์ให้ความเห็น อีกประการหนึ่ง การเกิดภัยธรรมชาติบ่อยครั้ง ก็สามารถสร้างความเสียหายต่อสภาพแวดล้อมตามชายฝั่งทะเลอีกด้วย ดร. จิเตนดร้า เจ ชาห์ ผู้ประสานงานภาคสิ่งแวดล้อมของธนาคารโลกกล่าวเสริม นอกจากนี้แล้ว ผลกระทบจะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางอุณหภูมิของโลก ก็ยังเป็นปัญหาที่รอการแก้ไขอยู่เช่นกัน “เวลาที่อุณหภูมิของโลกเปลี่ยนแปลงไปนั้น ก็มักจะทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมตามมาได้ เพราะระดับน้ำทะเลในบางพื้นที่จะเพิ่มสูงขึ้น” นายชาห์กล่าว “หากสภาวะเช่นนี้เกิดขึ้นในประเทศไทยแล้วจะทำให้เกิดผลกระทบต่อชีวิตและสภาพความเป็นอยู่ของประชาชน รวมทั้งต่อระบบเศรษฐกิจตามแนวชายฝั่งทะเลด้วย บริเวณที่อาจได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษคือชุมชนตามอ่าวไทยที่มีผืนดินอยู่ในระดับต่ำ รวมทั้งกรุงเทพมหานครด้วย” ใน “รายงานสถานการณ์สิ่งแวดล้อมไทย” นี้ ธนาคารโลกก็ได้เสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาไว้ 5 แนวทางด้วยกัน คือ - ลดการถูกกัดเซาะของพื้นที่ชายฝั่งทะเล - สนับสนุนวางแผนการประมงแบบยั่งยืน - เพิ่มมาตรการและส่งเสริมประสิทธิภาพของการกำกับดูแลการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเล - กระตุ้นให้ส่วนท้องถิ่นเข้ามามีบทบาท - ส่งเสริมนโยบายและการบริหารทรัพยากรที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
การสนับสนุนเชิงนโยบายจากผู้มีอำนาจในภาครัฐก็นับว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดปัจจัยหนึ่ง ที่จะช่วยให้การร่วมมือแก้ไขปัญหาของแต่ละฝ่ายนั้นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น “รายงานสถานการณ์สิ่งแวดล้อมไทย” ระบุว่า สิ่งที่จำเป็นที่สุด ก็คือความมุ่งมั่นจากทุกฝ่ายในอันที่จะแก้ไขปัญหาร่วมกัน รวมทั้งการเพิ่มความเข้าใจของภาครัฐและประชาชนในเรื่องของผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นต่อคนไทยทั้งประเทศหากปัญหานี้ดำเนินอยู่ต่อไป “เราต้องขอขอบคุณทางธนาคารโลกที่ช่วยนำเสนอรายงานสถานการณ์ศิ่งแวดล้อมไทย ดิฉันหวังว่า สาระสำคัญของรายงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวในระดับชาติ จนส่งผลให้เกิดเป็นนโยบายที่สามารถนำไปใช้ในการวางแผนจัดการบริหารทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจตามแนวชายฝั่งของประเทศไทยได้” คุณนิศากร โฆษิตรัตน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งกล่าวในระหว่างการเปิดตัวรายงานเมื่อเช้าวันที่ 14 มิถุนายน “รายงานสถานการณ์สิ่งแวดล้อมไทย” ฉบับนี้ นับเป็นฉบับที่หกแล้วที่ธนาคารโลกได้จัดพิมพ์ขึ้น ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2543 เป็นต้นมา รายงานฉบับล่าสุดที่ออกไปเมือปี 2547 นั้นว่าด้วยเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพ ส่วนรายงานสถานการณ์สิ่งแวดล้อมไทยฉบับก่อนหน้านี้ นำเสนอปัญหาที่เกี่ยวกับคุณภาพของทรัพยากรน้ำ และอากาศ รวมทั้งการวิเคราะห์ปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยโดยรวม เพื่อนำเสนอหนทางแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมาตรการของภาครัฐในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ หากท่านมีความประสงค์ที่จะอ่านรายงานฉบับเต็ม หรือดาวน์โหลดเพียงบางส่วน กรุณาไปที่ www.worldbank.or.th |