นักวิจัยธนาคารโลกเผยผลสำรวจดัชนีธรรมาภิบาลโลก ปี 2539-2549

กรุงวอชิงตัน, 10 กรกฎาคม 2550 – เมื่อวานนี้   ธนาคารโลกได้จัดพิมพ์เผยแพร่ รายงาน “ธรรมาภิบาลประจำปี 2550 ว่าด้วยเรื่องดัชนีธรรมาภิบาลโลกระหว่างปี 2539-2549” (Governance Matters 2007: Worldwide Governance Indicators 1996-2006)  ซึ่งเป็นผลงานร่วมระหว่างสถาบันธนาคารโลก (World Bank Institute) และสำนักงานรองประธานด้านเศรษฐศาสตร์การพัฒนาแห่งธนาคารโลก  (World Bank Development Economics Vice-Presidency)   รายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่า  มีหลายประเทศในโลก โดยเฉพาะประเทศในทวีปแอฟริกาที่ได้ก้าวรุดหน้าไปอย่างมากในด้านการพัฒนาธรรมาภิบาลและต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น  นับเป็นสัญญาณที่ดี   เนื่องจากธรรมาภิบาลและการป้องปรามการทุจริตคือรากฐานของการบรรเทาปัญหาความยากจนและการเจริญเติบโตในระยะยาว

สำหรับดัชนีมาตรฐานธรรมาภิบาลในประเทศไทย พ.ศ. 2549 กรุณาคลิกที่นี่
“ข่าวดีก็คือหลายประเทศ รวมทั้งประเทศในแอฟริกา ได้แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาธรรมาภิบาลให้รุดหน้าอย่างมีนัยสำคัญในระยะเวลาที่ค่อนข้างสั้นนั้นเป็นไปได้  พัฒนาการด้านธรรมาภิบาลที่เกิดขึ้นเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งต่อประสิทธิภาพในการให้ความช่วยเหลือและการเติบโตในระยะยาวอย่างยั่งยืน”  แดเนี่ยล  คอฟมาน  ผู้ร่วมเขียนรายงานฉบับนี้   ซึ่งยังดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการโครงการธรรมาภิบาลโลก ณ สถาบันธนาคารโลกอีกด้วยกล่าว  “การติดสินบนที่เกิดขึ้นทั่วโลกคิดเป็นมูลค่าราวหนึ่งล้านล้านเหรียญสหรัฐ และปัญหา การทุจริตคอร์รัปชั่นก่อให้เกิดภาระตกหนักแก่ประชาชนที่มีฐานะยากจนข้นแค้นกว่าพันล้านคน,” นายแดเนี่ยลเสริม

รายงานฉบับนี้ซึ่งเขียนโดย แดเนี่ยล  คอฟมาน, อาร์ต เครย์ และ มัสสิโม มัสตรุซซิ เจ้าหน้าที่ของธนาคารโลก เป็นการให้ข้อมูลต่อยอดจากงานวิจัยเรื่องความสำคัญของธรรมาภิบาลและผลกระทบที่มีต่อการพัฒนาในทศวรรษที่ผ่านมา  ทั้งนี้ ธรรมาภิบาลไม่เพียงส่งผลต่อการพัฒนามนุษย์ในด้านต่างๆ อาทิ การเสียชีวิตของเด็กทารก การไม่รู้หนังสือ และ ความไม่เสมอภาค  แต่ยังเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการเสริมสร้างประสิทธิภาพโครงการให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาโดยทั่วไปและโครงการที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากธนาคารโลก

การวัดประสิทธิภาพด้านธรรมาภิบาลและพัฒนาการของประเทศต่างๆ ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ไม่เพียงเป็นประเด็นสำคัญประการหนึ่งในแผนงานบริหารการปกครอง แต่ยังเป็นความท้าทายที่ซับซ้อนด้วยเช่นกันเนื่องจากธรรมาภิบาลมีหลายมิติ และแต่ละมิติล้วนมีปัญหาท้าทายในเชิงการตรวจวัดเฉพาะตัว  ด้วยเหตุนี้ โครงการดัชนีธรรมาภิบาลโลก (Worldwide Governance Indicators: WGI) จึงเกิดขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นว่าจะจัดการกับปัญหาความท้าทายนี้ได้อย่างไร

“ดัชนีธรรมาภิบาลทำให้คำกล่าวอ้างที่ว่าประเด็นด้านธรรมาภิบาลไม่สามารถวัดได้แน่ชัด และบทเรียนที่ได้รับไม่สามารถนำไปใช้ให้เกิดผลในเชิงบวกต่อรัฐบาล กลุ่มประชาคมเพื่อการพัฒนา ประชาสังคม และสื่อมวลชน กลายเป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้น” จอห์น จิธองโก อดีตผู้อำนวยการหน่วยงานธรรมาภิบาลและจริยธรรมประจำสำนักประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเคนยา กล่าว

รายงานฉบับประจำปีนี้เป็นผลจากความเพียรพยายามของนักวิจัยที่ใช้เวลานานนับ 10 ปีในการสร้าง
และปรับปรุงชุดดัชนีชี้วัดธรรมาภิบาลให้ครอบคลุมมากที่สุดสำหรับทุกประเทศดังที่ปรากฏสู่สาธารณชนในปัจจุบัน  โดยผู้สนใจสามารถค้นหาดัชนีชี้วัดและข้อมูลทั้งหมดจากแหล่งอ้างอิงต่างๆ ได้ทางเว็บไซต์ www.govindicators.orgที่ปรับโฉมใหม่  ทั้งนี้ ดัชนีชี้วัดดังกล่าวได้จัดทำกับประเทศและเขตการปกครอง
212 แห่ง โดยเก็บรวบรวมข้อมูลความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถามหลายหมื่นรายทั่วโลก รวมถึงผู้เชี่ยวชาญอีกหลายพันรายในภาครัฐ ภาคองค์กรพัฒนาเอกชน และภาคเอกชน จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ 33 แหล่ง 

“ผมไม่เคยคิดว่าเราจะเอาอะไรมาวัดธรรมาภิบาลได้ จนกระทั่งมีการคิดค้นดัชนีธรรมาภิบาลโลกขึ้น ในช่วงกลางทศวรรษ 90” ชโลโม ยิตซากิ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติของประเทศอิสราเอลและศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยฮิบรู (Hebrew University) กล่าว “ดัชนีธรรมาภิบาลโลกคือมาตรวัดธรรมาภิบาลแบบเป็นระยะ (Periodic Governance Indicators) ที่ทันสมัย ซึ่งจะเป็นเครื่องมือ สำคัญสำหรับนักวิเคราะห์และผู้มีอำนาจในการตัดสินใจเชิงนโยบายใช้เป็นมาตรฐานเปรียบเทียบอ้างอิงศักยภาพของประเทศตน  โดยดัชนีนี้มีความโดดเด่นตรงที่จะเผยแพร่ให้สาธารณชนได้รับทราบทั้งข้อมูลส่วนรวม (Aggregated Data) และข้อมูลระดับย่อย (Disaggregated Data) ตลอดจนค่าความคลาดเคลื่อนโดยประมาณ (Margin of Error) ของแต่ละประเทศ  เรียกได้ว่าเป็นมาตรฐานใหม่ของความโปร่งใสด้านข้อมูลเลยทีเดียว”

รายงานฉบับนี้พบว่า...

ประเทศในแถบแอฟริกาบางประเทศมีความก้าวหน้าในการมุ่งสู่ธรรมาภิบาลอย่างมีนัยสำคัญ  ระหว่างปี 2541 ถึงปี 2549  สาธารณรัฐเคนยา ไนเจอร์ และเซียร์ราลีโอน มีพัฒนาการที่โดดเด่นในเรื่อง
“เสียงของประชาชนและความรับผิดชอบในผลงาน” (Voice & Accountability) ในขณะที่แอลจีเรียและไลบีเรียได้เสริมสร้างความแข็งแกร่งในเรื่อง “การบังคับใช้กฎหมาย” (Rule of Law)  นอกจากนี้ หลายประเทศ อาทิ แอลจีเรีย อังโกลา ลิเบีย รวันดา และเซียร์ราลีโอน ต่างมีพัฒนาการในเรื่อง “เสถียรภาพทางการเมืองและสันติภาพภายในประเทศ” (Political Stability)  และยังพบว่าแทนซาเนียได้รับประโยชน์จาก “การควบคุมการทุจริตคอร์รัปชั่น” (Control of Corruption)  อย่างไรก็ตาม รายงานนี้ชี้ให้เห็นด้วยว่าประเทศอื่นๆ ในแถบแอฟริกายังคงเผชิญปัญหาความท้าทายด้านการพัฒนาและธรรมาภิบาลอยู่อย่างหนักหน่วง

ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่มีค่าดัชนีธรรมาภิบาลในมิติหลัก ๆ เทียบเท่ากับประเทศร่ำรวย ประเทศกำลังพัฒนามากกว่า 12 ประเทศ อาทิ สโลวีเนีย ชิลี บอตสวานา เอสโตเนีย อุรุกวัย สาธารณรัฐเช็ก ลัตเวีย ลิทัวเนีย และ คอสตาริกา มีคะแนนในมิติด้านธรรมาภิบาลประการหลักๆ สูงกว่าประเทศอุตสาหกรรมอย่าง กรีซ หรือ อิตาลี 

การพัฒนาธรรมาภิบาลช่วยต่อต้านความยากจนและยกระดับมาตรฐานการดำรงชีวิตของประชาชน  การวิจัยซึ่งใช้เวลานาน 10 ปี ชี้ให้เห็นว่าการมีธรรมาภิบาลที่ดีขึ้นคือตัวแปรหลักที่ส่งผลให้มาตรฐานการครองชีพดีขึ้นตามไปด้วย  ทั้งนี้พบว่าเมื่อระดับธรรมาภิบาลเพิ่มขึ้น 1 ส่วนค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) อัตราการเสียชีวิตของเด็กทารกจะลดลง 2 ใน 3  ในขณะที่ระดับรายได้จะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 3 เท่าในระยะยาว  พัฒนาการเช่นนี้เกิดขึ้นได้ไม่ยากนักเนื่องจากความแตกต่างระหว่างประเทศที่มีผลการดำเนินงานดีที่สุดและแย่ที่สุดมีเพียงเล็กน้อย ยกตัวอย่างเช่น ในมิติด้าน “การบังคับใช้กฎหมาย”  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1 ส่วนเป็นเพียงสิ่งเดียวที่แบ่งแยกคะแนนที่อยู่ในระดับต่ำมากของโซมาเลียออกจากโกตดิวัวร์ (Cote D’lvoire)  ของโกตดิวัวร์ออกจากเอลซัลวาดอร์  ของเอลซัลวาดอร์ออกจากอิตาลีหรือบอตสวานา และของบอตสวานาออกจากอังกฤษ

เมื่อมีความมุ่งมั่นปฏิรูปอย่างแท้จริง พัฒนาการด้านธรรมาภิบาลย่อมเกิดขึ้นได้ค่อนข้างเร็ว  แม้จะไม่อยู่ในเกณฑ์ค่าเฉลี่ย แต่ก็พบว่าหลายประเทศก็มีความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญในระยะเวลาอันสั้นเพียง 5 ปีนับตั้งแต่ปี 2545  ดังจะเห็นได้จากความก้าวหน้าของประเทศยูเครน เคนยา และไลบีเรีย ในด้าน “เสียงของประชาชนและความรับผิดชอบในผลงาน”  รวมทั้งของประเทศอังโกลาและแอลจีเรีย ในด้าน “เสถียรภาพทางการเมืองและสันติภาพภายในประเทศ”

โดยเฉลี่ยแล้วคุณภาพของธรรมาภิบาลทั่วโลกไม่ได้พัฒนาขึ้นมากนักในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา  ทั้งที่แต่ละประเทศมีพัฒนาการที่ดีขึ้น  ประเทศที่มีพัฒนาการดีขึ้นมีจำนวนมากพอๆ กับประเทศที่ประสบความเสื่อมถอยในธรรมาภิบาลบางมิติ อาทิ ประเทศซิมบับเว โกตดิวัวร์ เบลารุส และ เวเนซุเอลา  นอกจากนี้ยังเห็นได้ชัดว่าในอีกหลายประเทศไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางหนึ่งทางใดที่มีนัยสำคัญเกิดขึ้น

ข้อมูลพื้นฐาน

รายงานฉบับนี้เป็นรายงานเรื่องดัชนีธรรมาภิบาลโลกฉบับปรับปรุงครั้งที่ 6 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการทำงานอย่างทุ่มเทตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาเพื่อพัฒนามาตรวัดที่มีหลักฐานรองรับ (Evidence-Based Measure) ซึ่งจะช่วยให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการพัฒนาสามารถติดตามคุณภาพของสถาบันต่างๆ   สนับสนุนการเสริมสร้างศักยภาพ ยกระดับธรรมาภิบาล และจัดการกับปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นได้อย่าง
มีประสิทธิภาพ

ดัชนีธรรมาภิบาลโลกเป็นเครื่องมือวัดองค์ประกอบของธรรมาภิบาล 6 ประการ ได้แก่

1) เสียงของประชาชนและความรับผิดชอบในผลงาน (Voice & Accountability)  วัดจากสิทธิในการมีส่วนร่วมเลือกรัฐบาลของพลเมืองในประเทศ ตลอดจนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและในการรวมกลุ่ม รวมถึงการมีสื่อเสรีที่เป็นอิสระจากอำนาจทางการเมือง

2) เสถียรภาพทางการเมืองและสันติภาพภายในประเทศ (Political Stability & Absence of Violence)  วัดจากโอกาสความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะถูกทำลายเสถียรภาพหรือ
ถูกล้มล้างด้วยวิธีการรุนแรงหรือวิธีที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ รวมถึงการก่อการร้าย

3) ประสิทธิภาพในการทำงานของรัฐบาล (Government Effectiveness)  วัดจากคุณภาพการให้บริการสาธารณะ คุณภาพระบบราชการ ความเป็นอิสระจากแรงกดดันทางการเมือง คุณภาพในการกำหนดและดำเนินนโยบาย ตลอดจนความน่าเชื่อถือของรัฐบาลในการมุ่งมั่นต่อนโยบายดังกล่าว

4) ประสิทธิภาพของภาครัฐในการกำกับดูแล (Regulatory Quality)  วัดจากความสามารถของรัฐบาลในการกำหนดและดำเนินนโยบายรวมทั้งกฎระเบียบที่สมเหตุสมผล ซึ่งจะส่งเสริมและก่อให้เกิดการพัฒนาภาคเอกชน

5) การบังคับใช้กฎหมาย (Rule of Law)  วัดจากระดับความมั่นใจที่มีต่อกฎกติกาของสังคมและการปฏิบัติตามกฎกติกานั้นๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณภาพของการบังคับใช้สัญญา ตำรวจและระบบศาล ตลอดจนแนวโน้มของอาชญากรรมและการใช้ความรุนแรง

6) การควบคุมการทุจริตคอร์รัปชั่น (Control of Corruption)  วัดจากการใช้อำนาจรัฐเพื่อประโยชน์ส่วนตน ซึ่งครอบคลุมทั้งการคอร์รัปชั่นขนาดเล็กและขนาดใหญ่  รวมทั้งการกุมอำนาจรัฐของอภิสิทธิ์ชนและเพื่อประโยชน์ส่วนบุคคล

“การวัดระดับธรรมาภิบาลก่อให้เกิดความท้าทายรูปแบบใหม่ ธรรมาภิบาลเป็นเรื่องซับซ้อนและมีหลากหลายแง่มุม ดังนั้นตัวชี้วัดเพียงตัวเดียวย่อมไม่สามารถวัดประสิทธิภาพด้านธรรมาภิบาลของประเทศได้อย่างสมบูรณ์” อาร์ต เครย์ หัวหน้าเศรษฐกร กลุ่มวิจัยด้านการพัฒนาของธนาคารโลก และผู้ร่วมเขียนรายงานฉบับนี้ กล่าว “เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องนำแหล่งข้อมูลด้านธรรมาภิบาลที่หลากหลายเท่าที่หาได้
ในปัจจุบันเข้ามาพิจารณาประกอบด้วย  อาจกล่าวได้ว่าดัชนีธรรมาภิบาลโลกเป็นการเก็บรวบรวมและสรุปข้อมูลเหล่านี้เข้าด้วยกันบนพื้นฐานของประสบการณ์และความรอบรู้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั่วโลก นั่นเอง”

# # #

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเอกสารรายงานฉบับสมบูรณ์ สรุปผลการวิจัย
และรายละเอียดของดัชนีชี้วัดชุดใหม่ ได้ที่ http://www.govindicators.org

หรือทางเว็บไซต์เกี่ยวกับธรรมาภิบาลและการทุจริตคอร์รัปชั่น
http://www.worldbank.org/wbi/governance

อนึ่ง ดัชนีธรรมาภิบาลโลกไม่ได้สะท้อนความคิดเห็นของธนาคารโลก กรรมการบริหารของธนาคารโลก หรือประเทศที่กรรมการบริหารธนาคารโลกดูแลอยู่แต่ประการใด  อีกทั้งกลุ่มธนาคารโลกยังไม่ได้นำดัชนีดังกล่าวมาใช้เพื่อเป็นเกณฑ์ในการจัดสรรงบประมาณหรือเพื่อวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานอย่างเป็นทางการอื่นใดทั้งสิ้น
 




Permanent URL for this page: http://go.worldbank.org/LD6Q7P83B0