กระบี่, กันยายน 2550 – เหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2547 นั้น เป็นเหตุการณ์ที่ร้อยหลายล้านดวงใจเข้าด้วยกัน ธารน้ำใจที่หลั่งไหลเข้ามายังผู้ประสบภัยในแต่ละพื้นที่ ทั้งจากคนไทยด้วยกันเองและชาวต่างประเทศนั้น เป็นปรากฎการณ์ทางด้านมนุษยธรรมที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเป็นปรากฎการณ์ที่จะจารึกในความทรงจำของผู้คนอีกนานแสนนาน
 ความสุขของ ลัดดาวรรณ “ฟาดา” จันแดง คือการได้ช่วยเหลือผู้อื่น | หนึ่งในธารน้ำใจที่หลั่งไหลไปสู่ประสบภัยในจังหวัดกระบี่นั้นก็คือ ลัดดาวรรณ หรือ “ฟาดา” จันแดง หญิงสาวชาวไทยมุสลิมวัย 27 ปี ผู้ซึ่งต้องเสียญาติพี่น้องเกือบ 50 คน ไปกับเหตุการณ์ครั้งนี้ ครอบครัวของเธอเองนั้นเล่าก็ต้องสูญเสียบ้านทั้งหลัง เรือหางยาวของ “ป๊ะ” ที่ใช้รับส่งนักท่องเที่ยวก็พังยับเยิน แถมร้านขายอาหารมุสลิมที่หน้ามัสยิดของ “มะ” ก็ต้องพังทลายลงด้วย “หลาน ๆ ของฟาดาหลายคนเลยค่ะ ที่ต้องกลายเป็นเด็กกำพร้า” ฟาดากล่าว “แต่ฟาดายังโชคดีที่มีบ้านอีกหลังในเมือง ครอบครัวก็ยังมีกำลังพอจะช่วยเหลือคนอื่น ๆ ที่เขาเดือดร้อนกว่าได้” เพราะเหตุนี้เอง ฟาดาจึงมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือเด็ก ๆ ที่ต้องตกเป็นกำพร้าจากเหตุการณ์สึนามิ รวมทั้งผู้ประสบภัยที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงกับเธอเองด้วย เธอจึงเริ่มทำงานเป็นอาสาสมัครในชุมชนใกล้อ่าวต้นไทร บนเกาะพีพี โดยเริ่มจากการไปทำความสะอาดชายหาด และช่วยดูแลเด็กกำพร้า หลังจากเหตุการณ์สึนามิเกิดขึ้นได้ปีกว่า ๆ ฟาดาเองก็ได้เข้ารับการอบรมเพื่อเสริมสร้างความรู้ทางด้านสิทธิกฎหมายให้แก่ผู้ประสบภัย ซึ่งจัดโดย “ศูนย์ช่วยเหลือสิทธิและกฎหมายแก่ผู้ประสบภัยสึนามิ” หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า Tsunami Rights and Legal Aid Referral Center (T-LAC) ทำให้ฟาดาได้เห็นช่องทางใหม่ที่จะช่วยเหลือผู้อื่น เธอจึงได้เข้ามาเป็นอาสาสมัครของศูนย์นี้ตั้งแต่ต้นปี 2549 เป็นต้นมา โครงการ T-LAC นี้ มีรัฐบาลญี่ปุ่นเป็นผู้ให้การสนับสนุนทางการเงิน และมีมูลนิธิเอเชีย (The Asia Foundation) เป็นผู้ดำเนินงาน โดยมีเงินทุนสำหรับโครงการนี้ทั้งสิ้น $1.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 62 ล้านบาท) ตัว T-LAC เองนั้น เป็นองค์ประกอบหนึ่งของโครงการความช่วยเหลือแบบให้เปล่ามูลค่า $5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 173 ล้านบาท) ที่รัฐบาลญี่ปุ่นมอบให้ผู้ได้รับผลกระทบจากสึนามิในประเทศไทย ผ่านกองทุนพัฒนาสังคมประเทศญี่ปุ่น หรือ Japan Social Development Fund (JSDF) โดยมอบหมายให้ธนาคารโลกทำหน้าที่เป็นผู้บริหารเงินช่วยเหลือทั้งหมด คุณเจมส์ ไคลน์ ผู้แทนมูลนิธิเอเชียประจำประเทศไทย ได้เคยกล่าวถึงสาเหตุที่มีศูนย์ T-LAC นี้ไว้ในระหว่างการเปิดศูนย์อย่างเป็นทางการว่า ผู้ประสบภัยสึนามิส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่มีความเปราะบางเป็นทุนเดิม มักไม่สามารถถ่ายทอดความต้องการของเขาต่อศาลได้ อีกทั้งยังขาดความเข้าใจและสับสนต่อกระบวนการขั้นตอน หรือรู้สึกหวาดกลัวกับกฎหมาย ผลก็คือหลายคนเลือกที่จะไม่รับการชดเชย ทั้งที่พวกเขามีสิทธิ์ ซึ่งหากได้รับสิทธิ์ดังกล่าว จะสามารถทำให้ชีวิตของพวกเขาและครอบครัวมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างมาก หน้าที่ของ T-LAC นั้นคือช่วยเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ผู้ประสบภัยเหล่านี้ และให้คำปรึกษาทางกฎหมาย รวมทั้งจัดหาทนายเพื่อช่วยเหลือ หากพวกเขาจำเป็นที่จะต้องพึ่งกระบวนการทางศาลเพื่อปกป้องสิทธิของเขาเอง หรือดำเนินการใดใดก็ตามทางกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาที่เขาต้องประสบหลังจากเหตุการณ์นี้  เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครของT-LAC ขณะกำลังให้คำปรึกษาทางกฎหมายแก่ชาวบ้านในจังหวัดพังงา | ปัญหาที่พวกเขาได้พบเจอนั้นก็มีตั้งแต่ความขัดแย้งในการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน การพิสูจน์สินทรัพย์ การแต่งตั้งผู้จัดการมรดก การว่างงาน การรับเด็กกำพร้าเป็นบุตรบุญธรรม การจัดตั้งผู้ปกครองแก่เด็กกำพร้า ขาดเอกสารแสดงสถานะบุคคล และการออกเอกสารแทนเอกสารที่สูญหาย เป็นต้น “บางคนเขาก็ไม่ทราบหรอกค่ะว่าถ้ามีญาติพี่น้องสูญหายหรือล้มตาย ต้องทำอย่างไรจึงจะได้ใบมรณบัตร” คุณอัมพิกา สายบัวใย เจ้าหน้าที่ของศูนย์กล่าว “หลายคนก็คิดว่าถ้าขึ้นศาลแปลว่าต้องมีการทะเลาะกัน ต้องมีคู่กรณี เด็กบางคนพ่อแม่ไม่ได้ไปแจ้งเกิด หรือพ่อแม่ไม่ได้จดทะเบียนกัน พอคนใดคนหนึ่งตาย โดยเฉพาะแม่ พ่อก็ต้องยื่นเรื่องขอรับรองบุตร” นับตั้งแต่การตั้งศูนย์ T-LAC ขึ้นในเดือนมีนาคม 2549 นั้น ทางศูนย์ก็ได้ให้คำปรึกษาแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยสึนามินี้ไปแล้ว 5,275 คน และได้รับเรื่องร้องเรียนไว้ทั้งสิ้น 1,382 เรื่อง วิธีการทำงานของ T-LAC นั้นก็ได้รับการออกแบบขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประสบภัยที่มีปัญหาทางด้านสิทธิและกฎหมายได้มากที่สุด ตั้งแต่การลงพื้นที่ไปเคาะประตูบ้านเพื่อสอบถามว่าใครมีปัญหาอะไรที่จำเป็นต้องพึ่งกระบวนการทางกฎหมายบ้าง รวมทั้งการไปตั้งคลินิกเคลื่อนที่เพื่อให้คำปรึกษาแก่ชาวบ้านที่ประสบภัยด้วย (อาสาสมัครทั้งหลายของ T-LAC นั้น มักจะเรียกวิธีการลงพื้นที่แบบนี้สั้น ๆ ว่า “door-knock campaign” หรือยุทธการเคาะประตูบ้านนั่นเอง) และในระหว่างการลงพื้นที่นั้น เจ้าหน้าที่ของศูนย์ก็จะรับคำร้องของชาวบ้านไปดำเนินการต่อ หากชาวบ้านเหล่านี้จำเป็นต้องมีทนายความมาช่วยในการดำเนินคดี ทางศูนย์ก็จะจัดหาทนายเพื่อช่วยเหลือพวกเขาโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และช่วยออกค่าเดินทาง ที่พักและค่าใช้จ่ายต่างๆ เพื่อช่วยให้ผู้ประสบภัยได้รับการคุ้มครองสิทธิทางกฎหมายอย่างเต็มที่ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะหาผู้ที่มีความรู้ทางกฎหมายในพื้นที่จำนวนมากพอที่จะให้คำปรึกษาแก่ผู้ประสบภัยนับร้อยนับพันได้ ดังนั้น ทางศูนย์จึงได้จัดโครงการอบรมอาสาสมัครผู้ช่วยนักกฎหมายชุมชน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้เข้ามารับการอบรมในเรื่องสิทธิกฎหมายพื้นฐาน เรื่องบริการของศูนย์เอง รวมทั้งกระบวนการทางกฎหมายสำหรับช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิด้วย เมื่อผู้สนใจเหล่านี้ผ่านการอบรมแล้ว พวกเขาก็จะสามารถทำหน้าที่เป็นอาสาสมัครผู้ช่วยนักกฎหมายของ T-LAC ได้  ฟาดา (นั่งหันหลังขวาสุด) ขณะกำลังสอบถามปัญหาของผู้ประสบภัยบนเกาะพีพี | ถึงปัจจุบันนี้ มีอาสาสมัครทั้งสิ้น 124 คนที่ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาทางกฎหมายในชุมชนที่พวกเขาอาศัยอยู่ ในจำนวนนี้ มีอาสาสมัครประมาณ 25 คนที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ด้วยตนเองโดยไม่ต้องมีการควบคุม ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือทนายความในระหว่างที่คดีอยู่ในศาล การรวบรวมหลักฐาน และการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นต้น ตรงนี้นี่เองที่เป็นช่องทางให้ฟาดาได้เข้ามาช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิที่มีฐานะความเป็นอยู่ด้อยกว่าเธอ อีกทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้เธอได้ใช้ความรู้ด้านการพัฒนาชุมชนที่ได้ร่ำเรียนมาด้วย คดีแรกที่เธอทีส่วนเกี่ยวข้องนั้นก็คือคดีละเมิดทางเพศของเด็กหญิงสามคน ซึ่งฟาดาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยทนายและผู้ดูแลเด็ก ๆ ในระหว่างที่คดียังไม่สิ้นสุด ทั้งพาครูของเด็กไปเบิกความในฐานะพยานที่ศาล คุยกับผู้ปกครองเด็ก และพาเด็กไปพบจิตแพทย์ เป็นต้น “ฟาดามีความสุขที่ได้ช่วยคนอื่น ๆ ค่ะ” เธอกล่าว “ฟาดาเคยเป็นเหมือนพวกเขามาก่อน พอเห็นหน้าก็ทราบว่าเขารู้สึกอย่างไร” เจ้าหน้าที่ของ T-LAC บอกเราด้วยว่า โครงการนี้ทำให้ผู้ประสบภัยหลายคนได้เข้าใจมากขึ้นว่าสิทธิของพวกเขานั้นมีอะไรบ้าง รวมทั้งตระหนักถึงความสำคัญของการให้ความรู้ทางกฎหมายแก่ผู้ประสบภัยคนอื่น ๆ ด้วย บางคนนั้น สามารถเขียนมาขอเงินสนับสนุนจากมูลนิธิเอเชียสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในกิจกรรมเพื่อพัฒนาความรู้ทางกฎหมายของชาวบ้านเองแล้ว “หัวใจสำคัญของโครงการนี้ก็คือ การส่งเสริมให้คนในท้องถิ่นสามารถเรียนรู้ที่จะปกป้องสิทธิของตัวเองและชุมชนของเขาได้ในระยะยาว” คุณเรืองรวี พิชัยกุล เกตุผล ที่ปรึกษาของโครงการฯ จากสำนักงานมูลนิธิเอเชียในกรุงเทพฯ อธิบาย “วันหนึ่งเมื่อเราออกจากพื้นที่ไปแล้ว คนที่ได้รับการอบรมจากเราก็ยังจะมีความรู้ทางด้านนี้อยู่ และสามารถนำความรู้เหล่านั้นไปช่วยเหลือคนอื่น ๆ ต่อไปในอนาคต เราคิดว่านี่คือองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาชุมชนแบบยั่งยืน” ท่านสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจกรรมของศูนย์ช่วยเหลือสิทธิและกฎหมายแก่ผู้ประสบภัยสึนามิ ได้ที่เว็บไซท์ www.tsunamilegalaid.info ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิโดยธนาคารโลก สำนักงานประเทศไทย ติดต่อเจ้าหน้าที่แผนกข่าวสาร คุณพิชญา ฟิตต์ส ที่อีเมล pfitts@worldbank.org, หรือโทร. (02) 686-8300 |