โตเกียว, 1 เมษายน 2551 --- ธนาคารโลกคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางและต่ำในภูมิภาคเอเชียตะวันออก จะขยายตัวที่ร้อยละ 8.6 ในปีนี้ ซึ่งเป็นอัตราต่ำกว่า 10.2%ในปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ก็เพราะวิกฤติการณ์ของระบบการเงินโลกที่ยังดำเนินต่อเนื่องได้ส่งผลให้เกิดการชะลอตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลกโดยรวม การคาดการณ์นี้อยู่ในรายงาน East Asia and Pacific Update ซึ่งเป็นการวิเคราะห์สภาพเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและหมู่เกาะแปซิฟิกที่ธนาคารโลกจัดทำขึ้นทุก ๆ หกเดือน ใน EAP Update ฉบับล่าสุดนี้ ธนาคารโลกได้ระบุว่า แม้เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางและต่ำในเอเชียตะวันออก หรือ developing East Asia นั้นจะขยายตัวในอัตราที่ต่ำกว่าปีที่แล้ว แต่ภาพรวมก็ยังดูสดใสอยู่ เนื่องจากประเทศในเอเชียตะวันออกหลาย ๆ ประเทศนั้นได้ผ่านวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจมาก่อนหน้านี้แล้วในปีพ.ศ. 2540-2541 และได้มีการปรับปรุงโครงสร้างของระบบการเงินและระบบเศรษฐกิจมหภาคให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้นตลอดระยะเวลา10 ปีที่ผ่านมา ทำให้สามารถรับมือกับวิกฤติซับไพรม์ของสหรัฐฯ ได้ดีพอสมควร ยิ่งไปกว่านั้น รายงาน EAP Update ของธนาคารโลกได้ระบุด้วยว่า ปัจจุบันนี้ เอเชียตะวันออกโดยเฉพาะจีนนั้น ถือว่าเป็นเสาหลักที่ค้ำจุนการเจริญเติบโตของโลก ในขณะที่ภูมิภาคอื่น ๆ กำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวก็ว่าได้ เพราะถึงแม้ว่าความต้องการสินค้าเข้าของสหรัฐฯ จะลดลง และตลาดการเงินของโลกจะมีความเปราะบางมากขึ้น แต่กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ของเอเชียตะวันออกโดยรวมก็ยังโตขึ้นเรื่อย ๆ
แม้แต่เศรษฐกิจจีน ซึ่งมีการคาดหมายว่าจะโตช้ากว่าปีที่แล้วที่ร้อยละ9.4 จากที่เคยเป็น 11.4 ก็ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องเพราะการลงทุนและการบริโภคภายในประเทศยังขยายตัว ในฟิลิปปินส์ การโอนเงินเข้าประเทศโดยแรงงานฟิลิปปินส์ในต่างประเทศนั้นก็ยังสนับสนุนการบริโภคในประเทศให้ขยายตัวอยู่เรื่อย ๆ ส่วนในอินโดนีเซียเล่า ธนาคารโลกก็คาดว่าอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจอินโดนีเซียในปี 2550 นั้นจะสูงที่สุดในรอบ 10 ปีที่ร้อยละ 6.3 เพราะการขยายตัวของการลงทุนในภาคธุรกิจและการบริโภค แม้แต่ในประเทศไทย ซึ่งใน 2 ปีที่ผ่านมานั้นต้องเผชิญกับสภาะเศรษฐกิจชะลอตัว เนื่องจากการบริโภคและการลงทุนในภาคเอกชนนั้นลดลงอย่างฮวบฮาบ ก็ยังโตในอัตราที่สูงที่ร้อยละ 4.8 ธนาคารโลกอธิบายสาเหตุที่เอเชียตะวันออกยังโตได้ในขณะที่เศรษฐกิจโลกหดตัวนั้นไว้ว่า เป็นเพราะภาคส่งออกนั้นได้รับอานิสงส์จากการที่การค้าระหว่างประเทศในภูมิภาคเองและกับภูมิภาคอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อเมริกานั้นยังไปได้ด้วยดี “ความต้องการสินค้าในเอเชียเองนั้น มีบทบาทอย่างมากในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภูมิภาค” ดร.วิกรม เนห์รู หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์สำหรับธนาคารโลกในเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกกล่าว “ที่ผ่านมานั้น เอเชียตะวันออกสามารถกระจายตลาดสินค้าส่งออกไปยังหลายภูมิภาค แทนที่จะขึ้นอยู่กับตลาดสหรัฐฯ ที่เดียว ดังนั้น เมื่อความต้องการสินค้าจากคู่ค้ารายใหญ่อย่างสหรัฐฯ นั้นลดลง ก็ยังมีความต้องการสินค้าจากภูมิภาคอื่นมารองรับ” กระนั้นก็ตาม รายงาน EAP Update ของธนาคารโลกฉบับนี้ก็ยังกล่าวเตือนด้วยว่า ราคาสินค้าและน้ำมันที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น สามารถสร้างแรงกดดันให้แก่อัตราเงินเฟ้อในภูมิภาคนี้และส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อคนยากจนของภูมิภาค “ผลกระทบของวิกฤติซับไพรม์ต่อประเทศในภูมิภาคนั้นจะไม่เท่ากัน แต่ความกังวลในระยะสั้นก็คือการที่อัตราเงินเฟ้อในภูมิภาคกำลังพุ่งสูงขึ้นจนน่าเป็นห่วง” นายจิม อดัมส์ รองประธานธนาคารโลกในเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกกล่าว “เราเห็นได้ชัดว่า ในขณะนี้ รายได้ของคนจนทั้งในชนบทและในเมืองใหญ่นั้นได้หดหายไปมากจากการที่ราคาสินค้าสูงขึ้น” ในประเทศไทยนั้น สิ่งซึ่งจะท้าทายมากที่สุดในปีนี้ก็คือการทำให้ภาคส่งออกนั้นยังสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว เช่นในปีที่ผ่านมา รวมทั้งการกระตุ้นการบริโภคเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ดร. กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลกในกรุงเทพฯ กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลงในปีนี้และการที่ค่าเงินบาทของไทยยังถีบตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบในทางลบต่อการเติบโตของภาคส่งออกไทยได้ และแม้ว่ารัฐบาลไทยจะได้ออกมาตรการระยะสั้นมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจบ้างแล้วก็ตาม ธนาคารโลกก็ยังเห็นว่ายังมีมาตรการระยะยาวอีกหลายอย่างที่สามารถทำได้ เพื่อช่วยส่งเสริมขีดความสามารถของไทยและส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่การแข่งขันจากนานาประเทศเข้มข้นขึ้น ใน “รายงานตามติดเศรษฐกิจไทย” ฉบับล่าสุด ธนาคารโลกยังได้ปรับอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2551 ขึ้นเล็กน้อย มาอยู่ที่ร้อยละ5 จากที่เคยคาดว่าจะเป็น ร้อยละ 4.6 และได้ปรับอัตราในปี 2550 มาอยู่ที่ ร้อยละ 4.8 จากที่เคยคาดว่าจะเป็น 4.3 โดยดร. กิริฎาได้มองว่า การฟื้นตัวของการบริโภคและการลงทุนในปีนี้น่าจะช่วยเกื้อหนุนเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวต่อไปได้ ในขณะเดียวกัน ดร. กิริฎาก็ได้กล่าวเตือนด้วยว่า ปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยยังมีอยู่พอสมควรในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจโลก หรือราคาน้ำมันและสินค้าที่ถีบตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ตาม ข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ |