การพัฒนาพลังน้ำอย่างยั่งยืนในที่พื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง

โดย เจมส์ พี บอนด์

พื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงมีขนาดเกือบเท่าประเทศฝรั่งเศสและเยอรมนีรวมกันทีเดียว   ส่วนแม่น้ำโขงเองซึ่งไหลผ่านหกประเทศนั้น จะเป็นรองในเรื่องของปริมาณน้ำและความหลากหลายทางชีวภาพก็แต่ลุ่มแม่น้ำอเมซอนเท่านั้น   พื้นที่ในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างซึ่งประกอบด้วยประเทศไทย เวียดนาม กัมพูชา และลาวนั้น   เป็นที่อยู่อาศัยของประชากรจำนวนมากถึง 60 ล้านคน   หรือเกือบหนึ่งในสามของประชากรในทั้งสี่ประเทศดังกล่าวรวมกัน  นี่แสดงให้เห็นว่าอาณาบริเวณของลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างนั้นใหญ่โตขนาดไหน  

คำถามที่ตามมาก็คือ   แล้วประชากรทั้ง 60 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงนั้นเป็นใครกัน   คำตอบก็คือ  หนึ่งในสามของประชากรเหล่านั้นบังเอิญเป็นคนยากจนที่มีรายได้น้อยกว่าหนึ่งเหรียญสหรัฐฯต่อวัน   คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรชนบท ชาวประมง และผู้หญิงผู้ต้องอาศัยทรัพยากรที่มีแม่น้ำเป็นต้นกำเนิดในการดำรงชีวิต – ทั้งปลาและสายน้ำ   เช่นนี้แล้ว  การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นในระบบนิเวศของน้ำก็อาจส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของพวกเขาด้วย   ไม่ว่าจะเป็นภาวะน้ำท่วม   การสูญเสียโอกาสในการประมง   ผลต่ออาหารที่บริโภค รายได้ และอื่นๆ  ดังนั้น แม้พื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงจะมีทรัพยากรทางน้ำที่สำคัญซึ่งจะสามารถยังประโยชน์อันมหาศาลให้กับผู้คนในประเทศลาว ไทย เวียดนาม และกัมพูชาได้  แต่การเปลี่ยนแปลงในกระแสและระบบของแม่น้ำก็อาจส่งผลต่อผู้คนมากมายที่อาศัยอยู่ตามลำน้ำเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้เอง   การพิจารณาประเด็นเหล่านี้ในหมู่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในลุ่มแม่น้ำโขงจึงเป็นเรื่องสำคัญ   ในวันที่ 25-27 กันยายนที่ผ่านมานั้น คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission)  จึงได้จัดให้มีการปรึกษาหารือในหัวข้อต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาไฟฟ้าพลังน้ำในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างนี้   ซึ่งรวมไปถึงบทบาทของคณะกรรมาธิการเองในเรื่องดังกล่าวด้วย    เพื่อให้การพัฒนาไฟฟ้าพลังน้ำในเขตลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างเป็นไปอย่างยั่งยืน  ผมจึงขอเสนอประเด็นสำคัญในการพิจารณาห้าประเด็นด้วยกัน

ข้อแรกนั้นเกี่ยวกับการชั่งน้ำหนักระหว่างผลประโยชน์ที่จะได้จากการพัฒนาไฟฟ้าพลังน้ำและผลกระทบต่อประชนในพื้นที่     องค์ประกอบที่จะต้องได้รับการพิจารณาโดยรอบคอบก็คือ  ผลกระทบคืออะไร มีผลในวงกว้างเพียงไร มีผลต่อใคร และประโยชน์สูงสุดคืออะไร  เราไม่ควรที่จะด่วนสรุปว่าการพัฒนาไฟฟ้าพลังน้ำในภูมิภาคนี้จะส่งผลกระทบในด้านลบหรือบวกได้  จนกว่าที่เราจะมีข้อมูลและข้อเท็จจริงเพื่อใช้เป็นฐานในการวิเคราะห์ตัดสินใจที่รัดกุม เราจะไม่สามารถประเมินประโยชน์และโทษที่แท้จริงของการพัฒนาพื้นที่ลุ่มแม่น้ำฯ  ได้เลย   หากเราไม่ได้ทำการศึกษาและประเมินผลกระทบอย่างรอบคอบ

ข้อสอง  เราจำเป็นที่จะต้องมองการพัฒนาไฟฟ้าพลังน้ำในลุ่มแม่น้ำโขงว่าเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระดับภูมิภาค   ที่จำเป็นจะต้องนำเอาปัจจัยด้านเศรษฐกิจและการเมืองของทุกประเทศรวมกันมาประกอบการพิจารณา  ไม่ใช่แค่มองว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาในแต่ละประเทศเท่านั้น การศึกษาที่จะต้องเกิดขึ้น    ต้องพิจารณาถึงผลกระทบต่อทุก ๆ ประเทศในลุ่มแม่น้ำตอนล่าง   นอกจากนั้น ยังต้องพิจารณาถึงผลเสียในระดับภูมิภาคที่จะเกิดจากการพัฒนา   เพื่อให้แน่ใจว่าประโยชน์ที่ได้จากการพัฒนานั้นจะตกถึงทุก ๆ ฝ่ายที่ได้รับผลกระทบ

ข้อที่สาม  การบรรเทาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชากรอย่างเหมาะสม  ในขณะที่การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อการพัฒนานั้นมีความสำคัญตลอดทั้งกระบวนการดังที่ได้กล่าวมาแล้ว    สิ่งที่สำคัญพอ ๆ กันก็คือการบริหารผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมให้มีน้อยที่สุดเท่าที่จะมีได้   ชุมชน องค์กรประชาสังคม และหุ้นส่วนต่างๆ จำเป็นต้องมีสิทธิ์มีเสียงในกระบวนการนี้    ตัวอย่างที่ดีจากภูมิภาคอื่นจำเป็นที่จะต้องได้รับการถ่ายทอดมายังภูมิภาคนี้เช่นกัน    นี่เป็นสาเหตุว่าทำไมจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้มีส่วนในการวางนโยบายสมควรที่จะสรรหา ความรู้และประสบการณ์จากทั่วโลกเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในภูมิภาคนี้

ตัวอย่างที่เห็นได้ก็คือ ประเทศลาวสามารถนำบทเรียนที่ได้รับและที่กำลังปรากฏจาก โครงการเขื่อนน้ำเทิน2   มาใช้ในการวางแผนโครงการในอนาคต     การเตรียมโครงการน้ำเทิน 2 ที่ใช้เวลานานหลายปี   มีการศึกษาผลกระทบหลายต่อหลายครั้ง   รวมทั้งผ่านกระบวนการหารือที่ยาวนานเป็นพิเศษ  ได้ทำให้เกิดลู่ทางใหม่ ๆ ในการพัฒนาไฟฟ้าพลังน้ำในประเทศลาวโดยให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมมากขึ้น ทำให้โครงการเป็นไปด้วยความโปร่งใส และมีคุณภาพยิ่งขึ้น   เราสามารถนำบทเรียนเหล่านี้มาประเมินและทำซ้ำได้ในโครงการอนาคต  เพื่อให้มีโครงการทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุดเพื่อจัดการผลกระทบได้อย่างมีประสิทธิผล

ข้อสี่ ภาคเอกชนเป็นผู้มีบทบาทหลักในการพัฒนาและพิจารณาดังกล่าว เราจำเป็นต้องดึงดูดพันธมิตรในภาคเอกชนที่มีความรับผิดชอบ     ซึ่งสามารถช่วยรัฐบาลดำเนินโครงการทางสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่าง
เหมาะสม   ในขณะที่ผลประโยชน์จากค่าก่อสร้างมักจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดผู้รับเหมาให้เข้ามามีส่วนร่วมกับโครงการ  แต่ความสำคัญของโครงการที่มีความยั่งยืนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมก็จะต้องไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าประโยชน์ทางการเงิน

มาถึงตรงนี้เราจะเห็นได้ว่า    องค์ประกอบทั้งสี่ข้อที่ได้กล่าวไปแล้วนี้ทำให้คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงมีบทบาท  ที่สำคัญยิ่ง   และนี่คือข้อเสนอข้อสุดท้ายของผม    เราจะไม่สามารถพัฒนาไฟฟ้าพลังน้ำในลุ่มแม่น้ำโขงให้เป็นไปอย่างยั่งยืนได้หากไม่มีสถาบันที่จะเชื่อมโยงและประสานประโยชน์ที่อาจจะขัดแย้งกันของแต่ละประเทศให้เป็นอันหนึ่งอันเดียว   คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงนี้   สามารถเพิ่มพูนคุณค่าให้แก่กระบวนการพัฒนาไฟฟ้าพลังน้ำได้อย่างมาก  ไม่ว่าจะเป็นการช่วยขยายผลการวิจัยผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ทำไปแล้ว     การเป็นผู้นำในการประเมินผลกระทบสะสม   การให้คำแนะนำเชิงนโยบายต่อประเทศต่างๆ เพื่อให้เล็งเห็นความสำคัญของประเด็นที่เกี่ยวกับภูมิภาค   การเผยแพร่ข้อมูล   การถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับวิถีปฏิบัติที่ดีและมีผลกระทบน้อย การนำผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าร่วมกระบวนการพิจารณาโครงการเพื่อให้มีความโปร่งใส    การพัฒนาศักยภาพ  ฯลฯ   เห็นได้ชัดว่า   คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงจะต้องแสดงบทบาทของตนเองในการช่วยให้ประเทศต่างๆ ร่วมมือกันและส่งเสริมการพัฒนาไฟฟ้าน้ำของแต่ละประเทศให้เป็นไปอย่างยั่งยืน

ผมเชื่อว่าประเด็นในการพิจารณาทั้งห้าข้อนี้  สามารถช่วยให้ไทย กัมพูชา เวียดนาม และลาวมองเห็นการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างในรูปแบบที่ยั่งยืนมากขึ้น  ทั้งนี้ เราทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการสร้างความมั่นใจว่า   การพัฒนาใดๆ ก็ตามในบริเวณนี้   จะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชากรในแต่ละประเทศอย่างแท้จริง

นายเจมส์ พี บอนด์ เป็นประธานบริหารของสถาบันประกันการลงทุนแบบพหุภาคี  (Multilateral Investment Guarantee Agency)  ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งภายใต้กลุ่มธนาคารโลก    ข้อเขียนนี้   ดัดแปลงมาจากสุนทรพจน์ของเขาในระหว่างการประชุมหารือเรื่องการพัฒนาไฟฟ้าพลังน้ำ   จัดโดยของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง  เมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2551





Permanent URL for this page: http://go.worldbank.org/YII0IJMXS0