ภูมิภาคเอเซียตะวันออกที่เข้มแข็งจะสามารถถ่วงดุลให้กับเศรษฐกิจโลกที่ชลอตัวได้

โดย นายเจมส์ ดับเบิลยู อาดัมส์
รองประธานธนาคารโลก
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก

หนึ่งทศวรรษที่แล้ว โลกได้เฝ้ามองและสงสัยกับการที่เอเซียตะวันออกต้องแบกรับผลกระทบอย่างแรงจากวิกฤตทางการเงิน เมื่ออัตราแลกเปลี่ยนและราคาสินทรัพย์ทั่วทั้งภูมิภาคดิ่งลงกระทันหัน และผู้คนนับล้านต้องกลับไปสู่ความยากจนโดยสมบูรณ์อีกครั้ง

แต่วันนี้ สิบปีให้หลัง เอเซียตะวันออกได้ก้าวมาอยู่ในสถานะที่จะเฝ้ามองและสงสัยเรื่องผลกระทบจากวิกฤตเงินกู้และวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ที่แพร่กระจายอยู่ในสหรัฐฯ กับการที่ค่าเงินเหรียญสหรัฐฯตกลงเป็นประวัติการณ์

เช่นเดียวกับที่ประเทศพัฒนาแล้วเคยได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินในเอเชียช่วงปี พ.ศ. 2540-2541   ประเทศอื่น ๆ ในโลกย่อมจะได้รับผลกระทบจากวิกฤติซับไพรม์ในสหรัฐฯ ไปด้วยอย่างมิต้องสงสัย  เพราะไม่มีประเทศไหนจะสามารถหาที่กำบังได้ในภาวะที่เศรษฐกิจของโลกเชื่อมต่อกันจนแทบจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเช่นในปัจจุบันนี้    เราคาดว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในเอเซียตะวันออกในปีนี้จะต่ำกว่าในปี พ.ศ. 2550 ประมาณร้อยละ 1-2 จุด   ซึ่งยังคงเป็นอัตราที่แสดงว่าเศรษฐกิจมีการเติบโต เว้นเสียแต่ว่าสถานการณ์ในประเทศซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกจะย่ำแย่ลงอย่างกระทันหัน หรือผลที่ตามมาในประเทศนั้นจะรุนแรงและยาวนานกว่าที่ได้คาดการณ์ไว้


ปีที่แล้วเป็นปีซึ่งมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงสุดนับแต่วิกฤต ภูมิภาคเอเซียตะวันออกที่กำลังพัฒนามีอัตราการเติบโตที่  10.2% อันแสดงว่าภูมิภาคนี้อยู่ในสถานะที่ดี มีเงินสำรองจำนวนมาก (กว่า 2.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯในกลุ่มเอเซียตะวันออกที่กำลังพัฒนา) รัฐบาลต่างๆบริหารเศรษฐกิจโดยรอบคอบ ประเทศส่วนใหญ่ยังมีพื้นที่ซึ่งจะสามารถทำให้ลดภาษีหรือให้เงินทุนสนับสนุนโครงการซึ่งใช้แรงงานในสัดส่วนสูงได้ หากจำเป็น เหล่าธนาคารมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้น้อยกว่า และภาระหนี้สินก็น้อยกว่าประเทศอื่นๆ มาก

ประเทศเหล่านี้เป็นประเทศเดียวกันกับประเทศซึ่งสั่นไหวจนเกือบจะล้มลงเมื่อ 10 ปีก่อน เมื่อเงินทุนหลั่งไหลออกไปจากภูมิภาค แต่ปัจจุบัน ประเทศในเอเซียตะวันออกกลับมีความมั่นคงยิ่งขึ้น และอยู่ในสถานะที่พร้อมกว่าในเกือบจะทุกด้าน นำโดยผลประกอบการอันยอดเยี่ยมของจีน

แน่นอนที่ต้องมีคำว่า “แต่” และในอีกด้านหนึ่งนั้น ภาวะที่เอเซียตะวันออกต้องเผชิญมิใช่การชลอตัวของเศรษฐกิจแบบธรรมดา แต่เป็นอุปสรรค์ในสามด้าน ซึ่งต้องอาศัยการแก้ไขไปพร้อมๆ กัน

ประการแรกคือผลกระทบจากการชลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งจะทำให้อัตราการเติบโตในเอเซียลดลงจากการที่ส่งออกไปสหรัฐฯได้น้อยกว่าเดิม  นอกจากนั้น  นักลงทุนในเอเซียอาจรอดูว่าสถานการณ์ในสหรัฐฯจะคลี่คลายไปในทางใดไปสักระยะหนึ่งก่อน ทำให้เกิดความฝืดเคืองเล็กน้อยในตลาดสินเชื่อและตลาดหุ้น ปัจจุบันเราได้เห็นสิ่งบ่งชี้ว่าจะเกิดผลข้างเคียงทั้งสองอย่างนี้แล้ว และอาจมีผลอย่างอื่นๆตามมาอีกในอนาคต

ประการที่สองคือผลกระทบจากราคาที่ขึ้นสูงของเชื้อเพลิงและอาหาร ทั้งน้ำมัน ธัญพืช และโลหะ ต่างมีราคาสูงเป็นประวัติการ ส่วนมากเป็นผลมาจากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น  ไม่ใช่การขาดแคลนในอุปทาน  ราคาที่สูงขึ้นเช่นนี้ทำให้ต้นทุนเพิ่มสำหรับผู้บริโภคทั่วไป และยังทำให้รัฐบาลประเทศต่างๆต้องรับมือกับนัยของการจะเกิดเงินเฟ้ออีกครั้ง อีกทั้งในบางกรณียังต้องแก้ปัญหาเรื่องผลกระทบซึ่งมีมากขึ้นต่องบประมาณจากการอุดหนุนเชื้อเพลิงด้วย

แม้ราคาอาหารที่เพิ่มขึ้นบางอย่างจะเป็นผลดีต่อเกษตรกร  แต่โดยรวมแล้ว ราคาที่เพิ่มขึ้นจะกระทบอย่างรุนแรงต่อหมู่คนที่ยากจนที่สุดในเอเซีย ด้วยความที่รัฐบาลประเทศต่างๆตระหนักดีถึงความจำเป็นที่จะต้องรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงทางสังคม รัฐบาลประเทศเหล่านั้นจะเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด  เพื่อหาสัญญาณใดก็ตามอันจะแสดงว่าคนจนและคนชายขอบได้รับผลกระทบ ในบางประเทศรัฐบาลได้ดำเนินการเพื่อให้สามารถบรรเทาผลเสียซึ่งจะมีต่อคนจนแล้ว

ในเวลาเช่นนี้ สิ่งสำคัญคือต้องทำให้แน่ใจว่าคนจนจะไม่ได้รับผลกระทบในสัดส่วนที่มากกว่าคนกลุ่มอื่น ด้วยเหตุผลพื้นฐานทางมนุษยธรรมพร้อมทั้งเหตุผลทางสังคมและเศรษฐกิจ แต่ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกันที่จะต้องให้ความช่วยเหลือคนจนด้วยวิธีที่จะไม่ทำให้ความบิดเบือนทางตลาดแบบใหม่ๆถูกเก็บกักอยู่ภายในภูมิภาค อันจะเป็นเหตุนำไปสู่ปัญหาอื่นๆต่อไป

การแทรกแซงทางเศรษฐกิจใดๆเพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาเชื้อเพลิงและอาหารควรมีเป้าหมาย เป็นมาตรการชั่วคราว และเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่ประสานกับส่วนอื่นๆ อันจะทำให้ตลาดท้องถิ่นสามารถสนองตอบและปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงได้ รวมทั้งในเรื่องราคา ซึ่งอย่างน้อยราคาสินค้าบางอย่างดูเหมือนจะยังคงอยู่ในระดับสูงไปอีกสักระยะหนึ่ง

ประการที่สาม ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับสองประการแรก คือความท้าทายเชิงนโยบายที่ยังคงมีต่อไปสำหรับการเปลี่ยนสถานะของประเทศจากประเทศรายได้ระดับกลางมาเป็นประเทศรายได้ระดับสูง การชลอตัวที่เกิดต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็นการเพิ่มความท้าทายด้านการแข่งขันและด้านโครงสร้างที่รัฐบาลและสังคมต่างๆเผชิญอยู่ แม้ในขณะที่จะสามารถรับมือกับความท้าทายดังกล่าวได้ยากขึ้น แน่นอนว่าความท้าทายเหล่านี้แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ อาจเป็นเรื่องนโยบายแรงงานในประเทศหนึ่ง การอุดหนุนในอีกประเทศ หรือการบริหารรัฐกิจในอีกประเทศ ก็ได้

ผู้นำประเทศเอเซียตะวันออกจะต้องรับมือกับราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นในเวลาที่เศรษฐกิจเติบโตน้อยลง ในเวลาเดียวกันประเด็นนโยบายเร่งด่วนของแต่ละประเทศก็จำเป็นต้องแก้ไขหาทางออก อาจเป็นทางออกที่กระทบต่อการเติบโตหรือราคา และต้องไม่ลืมว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในขณะที่ภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้รุดหน้าไปสู่เป้าหมายการบูรณาการทางเศรษฐกิจภายในปี ค.ศ. 2015

รัฐมนตรีคลังจากประเทศสมาชิก 10 ประเทศจะมาพบกันสัปดาห์นี้ที่เวียดนาม ในการประชุมครั้งแรกหลังการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งประวัติศาสตร์เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ท่านเหล่านั้นต้องเผชิญกับอนาคตอันใกล้ที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง เศรษฐกิจที่ดีในปี ค.ศ. 2007 ไม่ควรทำให้เกิดความชะล่าใจสำหรับปี ค.ศ. 2008

ดูรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจประเทศเอเซียตะวันออกในช่วงหกเดือนฉบับล่าสุดของธนาคารโลกได้ที่www.worldbank.org/eapupdate

 

 

 





Permanent URL for this page: http://go.worldbank.org/M0YAJ5GD20