ลอนดอน 31 มีนาคม พ.ศ. 2552 – นายโรเบิร์ต บี. เซลลิค ประธานกลุ่มธนาคารโลก เปิดเผยว่า เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาจะชะลอตัวอย่างหนักในปีนี้ ทำให้คนจนจะยิ่งข้นแค้นขึ้น ประเทศสมาชิกกลุ่ม G-20 จึงควรที่จะร่วมกันคิดหาหนทางให้แนวคิดในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจต่าง ๆ ได้รับการนำไปปฏิบัติจนสัมฤทธิผลด้วย เพื่อนำความมั่นใจกลับมาสู่เศรษฐกิจโลกอีกครั้ง
นายเซลลิค กล่าวขณะให้สัมภาษณ์พิเศษสำนักข่าวรอยเตอร์ส ก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำของประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำและประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ 20 ชาติหรือ G-20 ที่กรุงลอนดอนของประเทศอังกฤษ ว่า ปัญหาหลายอย่างที่เกิดขึ้นในขณะนี้ื จะสามารถแก้ไขได้หากกลุ่มประเทศสมาชิก G-20 ดำเนินการปฏิรูปและให้อำนาจกับองค์กรระหว่างประเทศได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการต้านทานแรงกดดันที่เกิดขึ้นจากการกีดกันทางการค้า รวมทั้งร่วมประเมินประสิทธิภาพของแผนกอบกู้เศรษฐกิจต่างๆ และติดตามดูแลการปฏิรูปภาคการเงินการธนาคารที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้
“นี่ไม่ใช่ช่วงเวลาที่เราจะมานั่งลำพองใจหรือมั่นใจอย่างผิด ๆ ว่าเราได้ทำทุกอย่างที่เราสามารถทำได้ไปแล้ว” ประธานกลุ่มธนาคารโลกกล่าว “และเวลานี้ก็ไม่ใช่เวลาสำหรับนโยบา่ยชาตินิยมที่อาจสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศอื่นๆ หรือสำหรับมาตรการระดับภูมิภาคเท่านั้น สิ่งเดียวที่เรามั่นใจได้ก็คือ เราไม่สามารถที่จะคาดการณ์อะไรล่วงหน้าหรือคาดเดาได้เลยว่าวิกฤติเศรษฐกิจในครั้งนี้จะนำไปสู่เหตุการณ์อะไรได้อีก”
นายเซลลิคกล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อมูลล่าสุดของธนาคารโลกชี้ว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในประเทศกำลังพัฒนาจะชะลอลงมาอยู่ที่ร้อยละ 2.1 ในปี พ.ศ. 2552 หรือลดลงเกินกว่าร้อยละ 3 เมื่อเปรียบเทียบกับตัวเลขคาดการณ์ปีที่แล้วที่ประมาณไว้ร้อยละ 4.5 (ซึ่งถูกปรับลดจากเดิมที่ร้อยละ 6.4 มาก่อนหน้านี้แล้ว)
นอกจากนี้ธนาคารโลกยังคาดการณ์ด้วยว่า เศรษฐกิจของประเทศในยุโรปตอนกลางและยุโรปตะวันออก รวมทั้งเอเชียกลาง และลาตินอเมริกาและแคริเบียนจะถดถอยลง อีกทั้งในปีนี้ วิกฤติเศรษฐกิจโลกจะทำให้ประชากรอีกกว่า 53 ล้านคนยังว่ายเวียนอยู่ในบ่วงของความยากจน และดำรงชีวิตอยู่ด้วยรายได้น้อยกว่า 1.25 เหรียญสหรัฐต่อวัน (ประมาณ 45 บาท) แทนที่จะสามารถลืมตาอ้าปากได้หากเศรษฐกิจของประเทศที่เขาเป็นพลเมืองอยู่นั้นยังเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ยิ่งไปกว่านั้น เศรษฐกิจโลกจะหดตัวลงร้อยละ 1.7 ในปีนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราการขยายตัวที่ร้อยละ 1.9 ในปีที่ผ่านมา ซึ่งนับว่าเป็นภาวะถดถอยครั้งแรกตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งนี้ ธนาคารโลกยังพยากรณ์ด้วยว่า การค้าระหว่างประเทศด้านสินค้าและบริการก็จะร่วงลงกว่าร้อยละ 6 ซึ่งถือว่าเป็นการดิ่งลงเหวที่ลึกที่สุดในระยะเวลา 80 ปีทีเดียว
ที่สำคัญ ประชากรผู้ยากไร้ในประเทศกำลังพัฒนาส่วนมากมักจะมีข้อจำกัดมากกว่าประชากรที่พอจะมีฐานะในประเทศอุตสาหกรรม ทำให้ไม่สามารถหาวิธีมาบรรเทาผลกระทบจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจต่อตนเองและครอบครัวได้ “ในเมืองศิวิไลซ์อย่างลอนดอน วอชิงตัน หรือปารีสนั้น คนพูดถึงกันว่าปีนี้จะได้โบนัสหรือไม่ได้ แต่สำหรับประชากรที่อยู่ในอัฟริกา เอเชียใต้ และลาตินอเมริกา มันกลายเป็นว่าเย็นนี้จะมีอาหารตกท้องหรือไม่”
ด้วยเหตุนี้เอง โครงการต่างๆ ที่ธนาคารโลกได้ริเริ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นธนาคารคนจน หรือการอัดฉีดเงินเข้าไปพยุงโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสถาบันการเงินที่ประสบปัญหาสภาพคล่องนั้น จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากในภาวะเช่นนี้ นายเซลลิคกล่าวเสริมว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลประเทศต่างๆ องค์กรระหว่างประเทศ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน จะต้องหันมาระดมทรัพยากรต่าง ๆ รวมทั้งหาวิธีการใหม่ ๆ มาใช้ในช่วงวิกฤตินี้
นายเซลลิคยังหวังด้วยว่า ที่ประชุมสุดยอดประเทศสมาชิก G-20 จะให้สัตยาบันรับรองโครงการกองทุนเสริมสภาพคล่องเพื่อกระตุ้นการค้าโลก (Global Trade Liquidity Program) ที่มีมูลค่ากว่า 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1.77 ล้านล้านบาท) ซึ่งเป็นความริเริ่มของธนาคารโลกในอันที่จะช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ
โดยเงินจำนวนนี้ ไำด้รวมถึงเงินลงทุนจากธนาคารโลกและเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลผู้บริจาครวมทั้งธนาคารเพื่อการพัฒนาระดับภูมิภาคจำนวน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 35,423 ล้านบาท) เข้าไปด้วย กองทุนนี้เป็นกองทุนที่จะมีภาคเอกชนเข้ามาแบกรับความเสี่ยงในการดำเนินงาน โดยสถาบันการเงินรายใหญ่ที่จะได้รับเชิญเข้ามาร่วมดำเนินโครงการนี้ก็จะมีธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ธนาคารสแตนดาร์ด (หนึ่งในธนาคารยักษ์ใหญ่ 4 แห่ง ในประเทศอัฟริกาใต้) และธนาคารราโบ แห่งประเทศเนเธอร์แลนด์
”หาก G-20 เห็นด้วยกับโครงการนี้ ก็จะทำให้เกิดแรงสนับสนุนที่จะช่วยให้ธนาคารโลกสามารถผลักดันโครงการให้เดินหน้าต่อไปได้” นายเซลลิคกล่าว
นายเซลลิคยังได้กล่าวเสริมว่า ผู้ที่เข้าใจว่าผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกในวันนี้มีความรุนแรงเป็นอย่างยิ่ง ได้หันมาเรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบธรรมาภิบาลของโลก อย่างไรก็ตามเขาเห็นว่า สิ่งที่โลกต้องทำก่อนอื่นใดคือการปฏิรูประบบที่มีอยู่แล้วด้วยการให้อำนาจแก่องค์กรระหว่างประเทศที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ำได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนได้อย่างเต็มที่ รวมทั้งเปิดโอกาสให้ประเทศกำลังพัฒนาต่าง ๆ มีสิทธิมีเสียงมากขึ้นในเวทีโลก
“ถ้าผู้นำประเทศกลุ่ม G-20 มีความจริงใจที่จะสร้างโลกใหม่ที่มีความโปร่งใสและความรับผิดชอบมากขึ้น ท่านเหล่านั้นก็ควรที่จะเริ่มด้วยการปฏิรูประบบพุภาคีในปัจจุบันนี้เพื่อให้องค์การระหว่างประเทศ เช่นองค์การการค้าโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกลุ่มธนาคารโลกมีบทบาทมากขึ้นในการประเมินติดตามนโยบายระดับชาติ” นายเซลลิคกล่าว
“การทำให้กระบวนการตัดสินใจด้านนโยบายระดับประเทศนั้นเป็นไปอย่างเปิดเผย จะทำให้เกิดความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และช่วยให้นโนบายระดับประเทศทุก ๆ ด้านมีความสอดคล้องกันมากขึ้น”
นายเซลลิค ให้ความเห็นว่า ผู้นำประเทศกลุ่ม G-20 ควรได้เรียนรู้จากวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในทวีปลาตินอเมริกาในช่วงทศวรรษที่1980 และในทวีปเอเชียในปลายทศวรรษที่ 1990 เพื่อที่จะได้ไม่ดำเนินรอยตามความผิดพลาดเดิมด้วยการละเลยผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อคนยากจน เช่นเดียวกัน ประเทศกำลังพัฒนาก็จำเป็นที่จะต้องเข้ามามีบทบาทในการสรรหามาตรการหรือนโยบายระดับโลกมาช่วยแก้ไขปัญหา ซึ่งเป็นปัญหาของคนทั้งโลกในขณะนี้
“ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะทำให้การช่วยเหลือผู้เปราะบาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการช่วยเหลือประชากรที่ไม่ได้มีส่วนทำให้เกิดภาวะวิกฤติ เป็นการช่วยเหลือที่เป็นระบบและมีรูปแบบรองรับอย่างเป็นทางการ” นายเซลลิคกล่าว โดยก่อนหน้านี้นายเซลลิคได้ยื่นข้อเสนอให้ประเทศที่พัฒนาแล้วจัดสรรเงินช่วยเหลือ คิดเป็นสัดส่วนแค่ร้อยละ 0.7 ของแผนอัดฉีดเพื่อกอบกู้เศรษฐกิจของตนเอง มาสมทบในกองทุนซึ่งเขาเรียกง่าย ๆ ว่า Vulnerability Fund เพื่อช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนาที่อยู่ในข่ายเปราะบางที่สุดในช่วงนี้ มีทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการรับมือกับผลกระทบจากภาวะวิกฤติ
“หาก G-20 จะแสดงความมุ่งมั่นในระหว่างการประชุมสุดยอดครั้งนี้ ด้วยการให้สัตยาบันแก่ข้อตกลงที่จะช่วยวางโครงสร้างให้แก่ระบบสำหรับเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเครือข่ายสังคมในโลก เพื่อช่วยเหลือผู้ที่มีความเสี่ยงสูงสุดในช่วงเวลานี้ ผมเชื่อว่าผู้นำของประเทศสมาชิกจะแสดงให้โลกเห็นถึงความตั้งใจจริงของเขาเองที่จะไม่ปล่อยให้เกิดสองมาตรฐานขึ้นในโลก คือมีการประชุมสุดยอดและให้ความช่วยเหลือแก่ภาคการเงินในประเทศที่ร่ำรวยแล้ว แต่ไม่มีอะไรให้แก่ประเทศที่ยากจน” นายเซลลิคกล่าว
นายเซลลิคเห็นว่า“ในหกทศวรรษที่ผ่านมา เราได้ประจักษ์ดีว่าตลาดการค้าที่เสรีนั้นสามารถช่วยให้คนนับร้อยๆ ล้านคนสามารถปลดพันธนาการของความยากจนได้ ขณะเดียวกันเราก็เห็นว่า การปล่อยให้เศรษฐกิจมันเดินไปบนพื้นฐานของความโลภที่ไม่มีการควบคุม และการตัดสินใจโดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์ที่จะตามมานั้น ทำให้สิ่งดี ๆ ที่เราทำสำเร็จแล้วสลายวัยไปได้ในพริบตา”
“สำหรับในศตวรรษที่ 21 นี้ เราจำเป็นที่จะต้องมีระบบเศรษฐกิจเสรีซึ่งไม่ได้คำนึงถึงแต่ผลกำไรสุทธิเท่านั้น แต่จำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อพลเมืองตาดำ ๆ ด้วย เศรษฐกิจเสรีที่มีประชาชนเป็นฐานนั้น จำเป็นที่จะต้องมีความรับผิดชอบต่อทั้งตัวบุคคลและต่อสังคมด้วย” นายเซลลิคกล่าวให้แง่คิดเป็นการทิ้งท้าย
ท่านสามารถดาวน์โหลดคำคัดลอกสุนทรพจน์ได้ที่ Seizing Opportunity from Crisis: Making Multilateralism Work
และสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับธนาคารโลกได้จากเว็บไซท์ www.worldbank.org หรือ www.worldbank.or.th |