โดย นายโรเบิร์ต บี เซลลิค ประธานกลุ่มธนาคารโลก การประชุมสุดยอดของประเทศสมาชิกกลุ่ม G20 ในกรุงลอนดอนเมื่อต้นปีที่ผ่านมานั้นถือว่าช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ชาวโลกได้ในระดับหนึ่ง วัดได้จากการที่สภาวะการณ์ทางเศรษฐกิจของโลกเริ่มจะสงบนิ่งลงนับจากนั้นเป็นต้นมา สำหรับการประชุมสุดยอดครั้งปัจจุบันที่จะสิ้นสุดลงในวันศุกร์ที่ 25 กันยายนนี้ สิ่งที่ผู้นำจากประเทศ G20 ทั้งหลายควรจะพิจารณาเป็นอย่างยิ่งก็คือ ทำอย่างไรทุกฝ่ายจึงจะช่วยกันวางรากฐานให้แก่ระบบเศรษฐกิจโลกระบบใหม่รวมทั้งแบ่งบันความรับผิดชอบต่อสถานการณ์ในโลกร่วมกันได้
ความเสี่ยงที่โลกกำลังเผชิญอยู่ ณ วันนี้ มิได้มาจากการที่เศรษฐกิจโลกยังทรุดตัวลงทุกวันดังเช่นที่เป็นเมื่อต้นปีอีกต่อไปแล้ว หากเป็นความเสี่ยงที่เกิดจากความชะล่าใจว่าสถานการณ์โลกกำลังกลับคืนเข้าสู่ภาวะปกติ ทำให้ไม่จำเป็นที่จะต้องมีมาตรการอย่างใดอย่างหนึ่งออกมาอีก การที่ผู้นำของประเทศซึ่งมีบทบาทและอิทธิพลทางเศรษฐกิจสูงสุดในโลก 20 ประเทศมาพบปะกันนั้น แน่นอนย่อมเป็นหัวข้อข่าวใหญ่ แต่ข่าวใหญ่ในวันนี้ก็มักจะถูกกลบด้วยข่าวที่ใหญ่กว่าของวันต่อไป สิ่งที่จะมั่นคงยาวนานมากกว่าพาดหัวข่าวก็คือผลแห่งการกระทำที่ผู้นำทั้งหมดจะได้ตกลงร่วมกันนั่นเอง คำถามที่ผู้นำ G20 ทั้งหมดจะพยายามหาคำตอบในระหว่างการประชุมครั้งนี้ก็คือ ทำอย่างไรเศรษฐกิจโลกจึงจะกลับมาเฟื่องฟูได้และได้อย่างยั่งยืน ก่อนที่จะตอบคำถามนี้เราก็ต้องไม่ลืมว่า การเจริญเติบโตของประเทศกำลังพัฒนานั้นจะเป็นปัจจัยที่สำคัญมากปัจจัยหนึ่งต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจหลายต่อหลายคนก็ได้คาดหมายว่า เศรษฐกิจโลกน่าจะซบเซาไปอีกนาน ส่งผลประชากรจำนวนมากในโลกต้องตกงานและสูญเสียรายได้ที่จะจุนเจือครอบครัวของเขา การจะหวังพึ่งผู้บริโภคอเมริกันให้กระตุ้นความต้องการสินค้าในตลาดโลกเช่นที่เคยเป็นในอดีตก็คงทำไม่ได้ ส่วนเศรษฐกิจของยุโรปและญี่ปุ่นก็ยังไม่น่าจะกระเตื้องขึ้นในอนาคตอันใกล้ และแม้ว่าจีนจะมีศักยภาพที่จะช่วยกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกได้ แต่ความกังวลต่อเสถียรภาพของภาคการเงินก็อาจทำให้ทางการจีนเข้มงวดต่อการปล่อยกู้มากขึ้นในปีหน้า ส่วนประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ นั้นเล่า แม้จะมีศักยภาพที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจโลกให้เริ่มขยายตัวได้อีกครั้งเช่นกัน แต่ประเทศเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องได้รับการสนับสนุนด้านการเงินจากแหล่งต่าง ๆ ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับพหุภาคี เช่น ธนาคารโลก และธนาคารเพื่อการพัฒนาอื่น ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้เราเห็นว่า การปรับปรุงการกำกับดูแลภาคการเงินโดยมุ่งเน้นการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนเพื่อเพิ่มพูนผลิตภาพของประเทศในระยะยาว แทนที่จะเป็นการลงทุนเพื่อหวังดอกผลในระยะสั้นก็น่าจะเป็นผลดีต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจโลกเช่นกัน ประการที่สอง ผู้นำกลุ่ม G20 ต้องพึงสังวรณ์ว่า การสร้างสรรค์เศรษฐกิจโลกให้มีเสถียรภาพและมีความสมดุลย์มากขึ้นนั้น จะทำได้ก็ต่อเมื่อเสาหลักที่ค้ำจุนเศรษฐกิจโลกมิได้กระจุกตัวอยู่ ณ ประเทศใดประเทศหนึ่งหรือในกิจกรรมประเภทใดประเภทหนึ่ง ในช่วงที่หลายประเทศในเอเชียตะวันออกต้องเผชิญกับวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจเมื่อหนึ่งทศวรรษที่แล้ว ไม่มีใครคาดหมายเลยว่า จีนในวันนี้จะกลายมาเป็นวีรบุรุษขี่ม้าขาวมาช่วยดึงเศรษฐกิของโลกทั้งใบให้ออกจากหุบเหว ประเทศในละตินอเมริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในตะวันออกกลางก็มีศักยภาพพอที่จะทำเช่นเดียวกันได้ในอนาคต หากประเทศเหล่านั้นจะเริ่มลงทุนเพื่อเพิ่มพูนผลิตภาพของตนเองเสียแต่วันนี้ ในระยะยาว แอฟริกา ซึ่งเป็นตลาดที่มีผู้ซื้อร่วมหนึ่งพันล้านคน ก็น่าจะสามารถพัฒนาตัวเองให้เป็นฟันเฟืองสำคัญชิ้นหนึ่งของระบบเศรษฐกิจโลกในอนาคต ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะจินตนาการว่า วันหนึ่งจีนจะมีบทบาทมากในการลงทุนเพื่อขยายอุตสาหกรรมการผลิตและอุตสาหกรรมเบาในแอฟริกา นอกจากนี้ หากเราจริงจังกับการสร้างเสถียรภาพให้แก่เศรษฐกิจโลก เราก็จำเป็นที่จะต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน รวมทั้งการลงทนเพื่อสนับสนุนภาคเอกชนให้เติบโต ที่สำคัญ เรายังจำเป็นที่จะต้องลดกำแพงการค้าและเปิดตลาดในภูมิภาคให้ค้าขายกันได้อย่างเสรีมากขึ้น ประการที่สาม ผู้นำกลุ่ม G20 จำเป็นที่จะต้องยืนยันเจตนารมณ์อันมุ่งมั่นที่จะทำให้การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลกนั้นอยู่บนพื้นฐานของความยั่งยืน ดังที่ธนาคารโลกได้ระบุไว้ในรายงาน World Development Report ฉบับล่าสุด ไม่เพียงแต่ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายจะต้องแบกรับความเสียหายเกือบทั้งหมดที่เกิดจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเท่านั้น แต่ประชากรในประเทศเหล่านี้จำนวนสูงถึง 1,600 คนยังอยู่ในสภาพยากไร้ ไม่มีแม้แต่ไฟฟ้าที่จะใช้ ในขณะที่ผู้นำของประเทศที่มั่งคั่งกว่าทั้ง 20 ประเทศมารวมตัวกันที่เมืองพิตต์สเบิร์ก รัฐเพนซิลวาเนียเพื่อสนทนาปัญหาโลกนั้น เราก็ต้องไม่ลืมที่จะนำความเดือดร้อนของประเทศที่ยากจนกว่าเข้ามาพิจารณาด้วย ประเทศที่ยากจนเหล่านี้ต้องการทั้งแรงจูงใจและความช่วยเหลือทางการเงินเพื่อให้เขาสามารถนำเทคโนโลยีซึ่งไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้ในอุตสาหกรรมและกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ของประเทศได้ กลุ่ม G20 มีศักยภาพที่จะช่วยเหลือประเทศยากจนในเรื่องนี้ได้ และควรจะทำ ประการที่สี่ ผู้นำกลุ่ม G20 จำเป็นที่จะต้องหามาตรการที่เหมาะสมมาใช้เพื่อปกป้องกลุ่มคนที่อยู่ในข่ายเปราะบางที่สุด ด้อยโอกาสที่สุด ในระหว่างที่เศรษฐกิจโลกยังอยู่ในภาวะซบเซานี้ ท่านสามารถที่จะเริ่มทำเช่นนั้นได้ด้วยการปฏิบัติตามพันธะสัญญาที่ได้ทำไว้ในระหว่างการประชุม G8 ที่อิตาลีว่าด้วยการบริจาคเพื่อสมทบกองทุนเพื่อความมั่นคงทางอาหาร เพราะคำสัญญาเพียงอย่างเดียวไม่สามารถจะนำอาหารให้ตกถึงท้องประชากรโลกผู้อดอยากหิวโหยได้ วิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจโลกนั้นเกิดขึ้นไล่หลังวิกฤติการณ์ด้านราคาอาหารและราคาน้ำมันมาติด ๆ ทำให้ประชากรโลกจำนวนมากถึง 90 ล้านคนต้องถลำลงสู่หุบเหวของความยากจน ในระหว่างการประชุมผู้นำ G20 ที่พิตต์สเบิร์กในครั้งนี้ เราจำเป็นที่จะต้องแสดงให้เพื่อนร่วมโลกที่ยากจนกว่าของโลกเห็นว่า พวกเขาไม่ได้ถูกทิ้งให้ต่อสู้กับปัญหาเพียงลำพัง โลกกำลังต้องการกองทุนที่จะมาช่วยเหลือประเทศยากจนที่ต้องเผชิญกับความทุกข์ยากในระหว่างที่เศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในขั้นวิกฤติ ประเทศที่มั่งคั่งกว่าสามารถช่วยเหลือประเทศเหล่านั้นให้สามารถสร้างโครงข่ายคุ้มครองทางสังคมที่มีเป้าหมายเฉพาะ รวมทั้งช่วยให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีเงินทุนที่จะพยุงตัวต่อไปได้ หากการประชุมสุดยอดที่ลอนดอนเมื่อต้นปีนี้เป็นการประชุมเพื่อหาวิธีค้ำจุนเสถียรภาพของภาคการเงินโลก การประชุมสุดยอดที่พิตต์สเบิร์กก็น่าจะเป็นการประชุมเพื่อหาวิธีช่วยเหลือคนยากจน ประการสุดท้าย โลกควรจะเริ่มหันเหวิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการใช้จ่ายของภาครัฐ มาใช้วิธีกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยความต้องการจากภาคเอกชน ด้วยการลงทุนและการค้าให้มากขึ้น ธุรกิจในภาคเอกชนนั้นสามารถสร้างงานจำนวนมหาศาลให้แก่ประชากรของประเทศ และยังให้ดอกออกผลแก่นักลงทุนอีกด้วย การใช้มาตรการกีดกันทางการค้าเพื่อปกป้องเศรษฐกิจและภาคการเงินของประเทศนั้นจะทำให้เกิดผลกระทบในวงกว้างต่อประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องละเว้นจากการทำเช่นนั้น และหันมาเน้นเรื่องการลงทุนในกิจการต่าง ๆ การออกพันธบัตรในเงินสกุลท้องถิ่น การจัดสรรเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและปรับโครงสร้างหนี้ จะสามารถเสริมสร้างศักยภาพของตลาดทุนในประเทศกำลังพัฒนาได้เป็นอย่างดี ในขณะเดียวกันกับที่สามารถจัดสรรเงินทุนจากแหล่งเงินทุนนอกประเทศต่าง ๆ ไปสนับสนุนกิจกรรมในประเทศที่เพิ่มพูนผลิตภาพในระยะยาวอีกด้วย การประชุมสุดยอดของผู้นำกลุ่ม G20 ที่พิตต์สเบิร์กนั้นจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญสำหรับคนยากคนจนในโลก ประเทศกำลังพัฒนาจะมีบทบาทสูงในการทำให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวได้และได้อย่างยั่งยืน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศเหล่านี้ต้องมีส่วนร่วมในการปรึกษาหารือด้วย การปฏิรูประบบพหุภาคีที่มีอยู่ในโลกด้วยการเปลั่ยนโครงสร้างบริหารและการตัดสินใจของสถาบันเพื่อการพัฒนาที่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเป็นเจ้าของอย่างธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหหว่างประเทศนั้น จะเป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับการเปิดโอกาสให้ประเทศกำลังพัฒนาเข้ามาเป็นส่วนสำคัญของระบบพหุภาคีที่จะช่วยแก้ปัญหาของโลกในอนาคต ที่สำคัญ ประเทศกำลังพัฒนาที่กำลังย่างก้าวเข้าสู่การเป็นมหาอำนาจของโลกนั้น ก็ต้องยินดีที่จะแบกรับภาระความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นจากอำนาจที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน หากผู้นำทั้งหลายจำดำเนินการต่าง ๆ ดังที่เอ่ยถึงไปแล้วข้างต้นร่วมกันได้ เศรษฐกิจโลกจะสามารถหวนคืนไปยังเส้นทางอันรุ่งโรจน์เส้นเดิมได้อย่างไม่ต้องสงสัย ในระหว่างการประชุมสุดยอดที่กรุงลอนดอนเมื่อเพิอนเมษายนที่ผ่านมานั้น ผู้นำ G20 ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมากเพราะการทำหรือไม่ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งจะสามารถส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจโลกอันเปราะบางยิ่งในขณะนั้นได้ แต่โลกได้ผ่านภาวะที่เปราะบางอย่างถึงที่สุดมาแล้ว การประชุมสุดยอดที่พิตต์สเบิร์กในครั้งนี้ ผู้นำ G20 ทั้งหลายจึงควรส่งสัญญาณให้โลกรู้ว่า เราทุกคนเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในกิจการของโลก และเราจะรับผิดชอบหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด # # # # # # # # # บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทม์สของอังกฤษ เมื่อวันที่ 23 กันยายน |