Click here for search results
Online Media Briefing Cntr
Embargoed news for accredited journalists only.
Login / Register

ธนาคารโลกชี้เอเชียตะวันออกรับอานิสงส์จากเศรษฐกิจจีนแม้ยังได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก

Available in: Tiếng việt, 中文, English

รายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ

กิริฎา เภาพิจิตร

(02) 686-8332

kbhaopichitr@worldbank.org

 

พิชญา ฟิตต์ส

(02) 686-8324

pfitts@worldbank.org

 

วอชิงตัน ดีซี 4 พฤศจิกายน 2552ธนาคารโลกระบุ  แม้เศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกจะสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วกว่าเศรษฐกิจโลก   แต่หากไม่มีประเทศจีนแล้ว   สภาวะเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้อาจจะไม่สวยสดงดงามดังเช่นที่เห็น 

 

รายงาน East Asia and Pacific Update ฉบับล่าสุดของธนาคารโลกชี้ว่า   การที่รัฐบาลเอเชียตะวันออกส่วนมาก  โดยเฉพาะจีนและเกาหลี  หันมาใช้งบประมาณของภาครัฐจำนวนมากในการดำเนินมาตรการทางการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ  และนำมาตรการเหล่านั้นออกมาใช้อย่างทันท่วงทีหลังจากเศรษฐกิจโลกเริ่มถลำลงสู่ภาวะวิกฤติเมื่อปีที่แล้วนั้น   เมื่อบวกเข้ากับการที่ภาคส่งออกเริ่มจัดหาสินค้าคงคลังเข้ามาในสต็อกอีกครั้งเพื่อทดแทนสินค้าเก่าที่หมดไป (inventory restocking) ก็ทำให้เศรษฐกิจของภูมิภาคโดยรวมเริ่มจะฟื้นตัวขึ้น   และส่งผลกระทบในเชิงบวกต่อความเชื่อมั่นในภาวะเศรษฐกิจโลกอีกด้วย  

 

อย่างไรก็ตาม  ธนาคารโลกยังได้ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า  เศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกโดยรวมยังอยู่ใต้อิทธิพลของจีนอย่างมาก   อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนในปี 2552 นี้   คาดว่าจะสามารถหักล้างการถดถอยของเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา  ยุโรป และญี่ปุ่นที่เกิดขึ้นมาสามไตรมาสติดกันได้โดยสิ้นเชิง   (ทำให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกโดยรวมไม่ติดลบมากดังที่ควรจะเป็นหากไม่มีเศรษฐกิจจีนมาค้ำจุนไว้) 

 

นอกจากนี้แล้วในเอเชียตะวันออกเอง   แม้ว่าเศรษฐกิจของอินโดนีเซียและเวียดนามจะยังขยายตัวได้ในอัตราที่น่าพอใจ   แต่หากไม่นับจีนแล้ว  เศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกจะโตในอัตราเพียงแค่ร้อยละ 1 เท่านั้น   ซึ่งจัดว่าต่ำกว่าอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียใต้ และเศรษฐกิจของภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือโดยรวม   อีกทั้งประเทศบางประเทศในเอเชียตะวันออก  เช่น กัมพูชา มาเลเซีย และประเทศไทยนั้น  ก็ยังต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปีนี้  ส่วนมองโกเลีย และประเทศเล็ก ๆ บางประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิกนั้นก็ขยายตัวน้อยมากจนแทบจะไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงเลย 

 

ผลกระทบที่แตกต่างต่อตลาดแรงงานในภูมิภาค

 

ธนาคารโลกรายงานว่า  แรงงานของแต่ละประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกนั้นได้รับผลกระทบที่แตกต่างกัน  ในขณะที่เจ้าของกิจการทั้งในและนอกระบบต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับภาวะที่ความต้องการสินค้าโลกตกต่ำลงตามสภาพเศรษฐกิจ    โดยมาตรการที่นายจ้่างออกมานั้น  มีตั้งแต่การตัดเวลาทำงาน  ยกเลิกการทำงานล่วงเวลา ปลดหรือเลิกจ้างแรงงานชั่วคราว  รวมทั้งลดค่าจ้างด้วย  

 

อย่างไรก็ดี  มีสัญญาณว่าสถานการณ์ด้านแรงงานกำลังดีขึ้น  หรือไม่ร้ายแรงดังที่คาดไว้   เห็นได้จากการที่แรงงานที่เป็นลูกจ้างประจำนั้นไม่ได้รับการปลดออกมากนัก   เนื่องจากเจ้าของกิจการต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดหาลูกจ้างเข้ามาเสริมหรือการฝึกอบรมคนงานใหม่  เมื่อความต้องการสินค้าเริ่มฟื้นตัว    แรงงานที่ถูกปลดออกส่วนใหญ่นั้นจะเป็นแรงงานนอกระบบใภาคบริการและภาคเกษตร   ซึ่งปกติแล้วจะได้รับค่าแรงต่ำกว่ามาตรฐานและต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่ยากลำบากกว่าแรงงานในระบบ   ในบางประเทศ  มีการนำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาใช้เพื่อสร้างงานชั่วคราวในภาครัฐ 

 

รายงานของธนาคารโลกฉบับนี้ยังระบุด้วยว่า   หากเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกมิได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำ รวมทั้งสามารถขยายตัวได้ในอัตราเดียวกับที่เป็นมาในอดีตแล้วล่ะก็  ประชากรของภูมิภาคนี้จำนวนมากถึง 14 ล้านคนจะสามารถย่างก้าวออกจากวงจรแห่งความยากจนได้ด้วยการมีรายได้มากกว่าวันละ 2 เหรียญสหรัฐฯ    แต่เมื่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจเป็นเช่นในปัจจุบัน     ประชากรเหล่านี้ก็จำต้องดำเนินชีวิตท่ามกลางความยากไร้ต่อไปในปี 2553

 

แม้กระนั้นก็ตาม    ธนาคารโลกก็คาดด้วยว่า การที่เศรษฐกิจของจีนจะสามารถขยายตัวได้ในอัตราร้อยละ 8.4 ในปีนี้   ส่งผลให้ความต้องการบริโภคสินค้าในจีนพุ่งล้ำหน้าความต้องการสินค้าของโลกโดยรวม จะเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคที่ส่งสินค้าคงทน (durable goods) รวมทั้งส่วนประกอบและวัตถุดิบสำหรับสินค้าอิเล็คโทรนิคส์ต่าง ๆ ไปยังจีนด้วย   

นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้ธนาคารโลกคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออกโดยรวมน่าจะขยายตัวได้ในอัตราร้อยละ 6.7 ในปี 2552 ก่อนที่จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 7.8 ในปีหน้า  (ก่อนหน้านี้ในรายงาน East Asia and Pacific Update ฉบับเดือนเมษายน 2552 ธนาคารโลกได้ประเมินว่า  การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออกโดยรวมจะอยู่ที่ร้อยละ 5.3 เท่านั้น  ทั้งนี้มาจากการที่เราคาดว่าเศรษฐกิจจีนจะโตแค่ร้อยละ 6.5 ในปีนี้)  

 

ยังมีความเสี่ยงอยู่

 

ในขณะที่ผู้นำประเทศ  เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากภาครัฐ  รวมทั้งผู้นำธุรกิจทั่วโลกกำลังเตรียมตัวเข้าร่วมการประชุมเอเปคในสิงคโปร์ในสุดสัปดาห์ที่จะถึงนี้  นายวิกรม เนห์รู  หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลกสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกก็ได้กล่าวเตือนว่า   การฟื้นตัวของเศรษฐกิจของภูมิภาคที่เราเห็นนั้นยังไม่อาจจะเรียกได้อย่างเต็มปากว่าเป็นปรากฎการณ์ที่ยั่งยืน   และความเสี่ยงของเอเชียตะวันออกท่ามกลางภาวะเปราะบางของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันก็ยังมีอยู่มาก  

 

รัฐบาลของบางประเทศที่ยังมีดุลงบประมาณที่สมดุลย์หรือมีการขาดดุลน้อยอยู่นั้น  จะมีศักยภาพมากกว่ารัฐบาลของประเทศที่ขาดดุลงบประมาณมาก  ในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ทะยานขึ้่นอย่าง

มั่นคง  นายวิกรมกล่าว  ในขณะเดียวกัน ภาวะฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเกิดขึ้นจากการกระตุ้นด้วยมาตรการทางเศรษฐกิจและการคลังของภาครัฐนั้น   ก็จะสร้างแรงกดดันให้รัฐบาลต้องยกเลิกมาตรการบางมาตรการเร็วกว่าที่คาดไว้

 

หลังจากปี 2552 ไปแล้วธนาคารโลกก็คาดว่า  ประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกน่าจะยังสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วแม้เศรษฐกิจของประเทศอุตสาหกรรมต่าง ๆ จะยังซบเซาอยู่   ดังนั้น  ประเทศต่าง ๆ จึงควรจะใช้ศักยภาพของตนให้เป็นประโยชน์ด้วยการดำเนินมาตรการต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อไปเพื่อเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันทางการค้าอย่างเสรี   รวมทั้งพัฒนาระบบเศรษฐกิจให้เอื้อต่อการลงทุนและการเชื่อมโยงเข้ากับเศรษฐกิจโลก     

 

การเน้นการพัฒนาหรือการลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงหรือใช้เทคโนโลยีสูง   หรือที่เราเรียกกันในคำศัพท์เศรษฐศาสตร์ว่า moving up the value chain นั้น  จะช่วยให้เอเชียตะวันออกสามารถพัฒนาผลิตภาพ (productivity) ให้สูงขึ้น  ทำให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเป็นไปอย่างแข็งแกร่งขึ้น  รวมทั้งช่วยให้มีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้อย่้่างแพร่หลายมากขึ้นด้วย  นายวิกรมกล่าว

นายอิไวโล อิซวอร์สกี้
นักเศรษฐศาสตร์อีกท่านหนึ่งของธนาคารโลก  ซึ่งเป็นผู้เขียนหลักของรายงาน East Asia and Pacific Update  ยังให้ความเห็นด้วยว่า วิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจในครั้งนี้ ช่วยให้ภาครัฐได้เห็นว่าการบริโภคภายในประเทศนั้นเป็นรากฐานที่สำคัญของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ  แต่ทั้งนี้ รัฐจำเป็นที่จะต้องสร้างแรงจูงใจให้แก่ผู้บริโภคสินค้าและบริการให้ลดการออมและหันมาบริโภคมากขึ้นด้วย

 

การทำให้รากฐานทางเศรษฐกิจมีความสมดุลย์มากขึ้นนั้น  ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งแต่เพียงปัจจัยเดียว   หรือเป็นการเลือกระหว่างการส่งออกหรือการบริโภคในประเทศเท่านั้น  นายอิไวโลกล่าว  มันอาจจะขึ้นอยู่กับการทำให้การบริโภคในประเทศบางส่วนขยายตัวมากขึ้น  ควบคู่ไปกับการที่เศรษฐกิจในประเทศหล่อหลอมเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเศรษฐกิจของภูมิภาคและเศรษฐกิจโลก...

 

นอกจากนี้   การหามาตรการต่าง ๆ มาอำนวยความสะดวกให้แก่ภาคบริการ   การแก้ปัญหาสาธารณูปโภคที่ล้าหลังและไม่เอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ   และการพัฒนาคุณภาพของการศึกษา  ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ระบบคุ้มครองสังคมด้วยการจัดสรรงบประมาณที่จำเป็นและวางเป้าหมายที่จำเพาะเจาะจงมากขึ้น  ก็เป็นสิ่งที่จะช่วยให้การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเป็นไปอย่างสมดุลย์มากขึ้น  ต่าง ๆ เหล่านี้  เมื่อรวมกับการให้บริการทางการศึกษาและสาธารณสุขอย่างทั่วถึง  จะช่วยกระตุ้นการบริโภคในประเทศให้เพิ่มขึ้น  ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม   รวมทั้งจะช่วยให้ประเทศสามารถฉกฉวยประโยชน์สูงสุดจากภาวะเศรษฐกิจโลกไร้พรมแดน   ซึ่งเราเห็นว่าจะเป้นกุญแจสำคัญต่อความสำเร็จทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนได้"

 

 

* * * * * * * * * * * * * * *

East Asia and Pacific Update เป็นรายงานวิเคราะห์สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออก 
และประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิก  ซึ่งธนาคารโลกจัดทำทุกหกเดือน
 
ดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มที่  http://www.worldbank.org/eapupdate 
 

Related News

เอเชียตะวันออกต้องปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจต่อไปหากต้องการเติบโตอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง



Permanent URL for this page: http://go.worldbank.org/WN7SWVIJN1