ติดต่อ พิชญา ฟิตต์ส (02) 686-8324 pfitts@worldbank.org โรเบิร์ต บี เซลลิค
ประธานธนาคารโลก
ตีพิมพ์ครั้งแรกในเดอะ ฮินดูสถานไทมส์เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2552
คำกล่าวที่ว่าความเปลี่ยนแปลงเป็นนิรันดร์นั้น เป็นคำที่สามารถนำมาใช้อธิบายความเป็นไปในระบบเศรษฐกิจโลกทั้งในอดีตและปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ลองหันมาดูอินเดียเป็นตัวอย่างก็ได้ เมื่อตอนที่พันธมิตรร่วมกันจัดโครงสร้างโลกขึ้นมาใหม่ ๆ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงนั้น อินเดียยังคงเป็นแค่อาณานิคมหนึ่งของอังกฤษ วันนี้ อินเดียผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจรายหนึ่งที่มีส่วนสำคัญยิ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกให้เจริญเติบโตในวิถีที่แตกต่างไปจากเดิม
ด้วยต้นทุนมนุษย์ที่แข็งแกร่งและนวัตกรรมล้ำหน้าของอินเดีย เป็นที่ชัดเจนว่าองค์ความรู้กับเทคโนโลยีซึ่งได้กลายเป็นจุดเด่นของการส่งออกของอินเดียนั้นจะได้รับการพัฒนาให้รุดหน้าต่อไปในอนาคต ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมานี้ การปฏิรูปเศรษฐกิจในอินเดียและจีน กับกลยุทธ์การเจริญเติบโตที่มีการส่งออกเป็นตัวเร่งของเอเชียตะวันออก ต่างก็ได้สร้างคุณูปการอย่างมหาศาลแก่ระบบเศรษฐกิจและการค้าเสรีของโลก
การที่จำนวนประชากรในตลาดโลกได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วจาก 1 พันล้านไปเป็น 4 หรือ 5 พันล้านคนในช่วงเวลาเดียวกันนี้ก็ได้นำมาซึ่งโอกาสอันยิ่งใหญ่ แต่ขณะเดียวกัน ปรากฏการณ์ดังกล่าวก็ได้สั่นคลอนระบบเศรษฐกิจดั้งเดิมที่พัฒนามาตั้งแต่ยุคกลางศตวรรษที่ 20 ด้วยเช่นกัน
โครงสร้างของระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศในปัจจุบันนั้นจำต้องสอดรับกับความเป็นจริงที่ว่า อินเดียและมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเจ้าใหม่ ๆ กำลังเติบโตในอัตราที่รวดเร็วกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว หากเราไม่ตระหนักถึงความเป็นจริงข้อนี้และเริ่มกำหนดแผนการในอนาคตให้สอดคล้องกับปรากฏการณ์ดังกล่าวแล้วล่ะก็ เราก็จะเป็นฝ่ายนั่งรอให้ปรากฏการณ์นั้นเป็นตัวกำหนดชะตากรรมของเราแต่เพียงฝ่ายเดียว
อินเดียได้กลายเป็นเสียงที่ขาดไปไม่ได้เสียแล้วในเวทีโลก เสียงของอินเดียในเวทีกลุ่มประเทศ G-20 เป็นพลังสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างใหม่ของโลกในอนาคต เพราะอินเดียสามารถบริหารจัดการผลกระทบของวิกฤติเศรษฐกิจโลกได้ดีและเป็นกำลังสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน
ตัวเลขทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ยังสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของศูนย์อำนาจ เศรษฐกิจขนาด 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ของอินเดียกำลังกลับมาเติบโตในอัตราร้อยละแปดถึงเก้า เราจึงคาดได้ว่า ใช่เพียงอินเดียจะโตต่อไปในฐานะตลาดสำคัญตลาดหนึ่งสำหรับสินค้าส่งออกของโลกเท่านั้น แต่ความสำคัญของอินเดียในฐานะผู้ให้บริการและผลิตสินค้าที่เน้นเรื่ององค์ความรู้ก็ยังจะเพิ่มพูนขึ้นอีกด้วยในอนาคต
ด้วยต้นทุนมนุษย์และนวัตกรรมล้ำหน้าของอินเดีย เป็นที่ชัดเจนว่าองค์ความรู้กับเทคโนโลยีซึ่งได้กลายเป็นจุดเด่นของการส่งออกของอินเดียนั้นจะได้รับการพัฒนาให้รุดหน้าต่อไปในอนาคต การผันตัวไปเป็นแหล่งจัดหาวัตถุดิบสำหรับสินค้าที่มีความรู้และเทคโนโลยีเป็นองค์ประกอบหลักนี้ จะมีแต่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของอินเดียให้เป็นเศรษฐกิจแบบไร้พรมแดนมากขึ้น
การที่อินเดียจะหล่อหลอมตัวเองให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับห่วงโซ่การผลิตของโลกนั้น คงไม่ได้มาจากการที่อินเดียผลิตสินค้าแบบเดียวกับประเทศอื่น ๆ แต่จะมาจากการที่อินเดียสามารถเพิ่มคุณค่าให้แก่สินค้าดั้งเดิมเหล่านั้นจนเป็นเหมือนสินค้าใหม่ได้
แน่นอนอินเดียยังคงต้องเผชิญกับปัญหาท้าทายใหญ่หลวงในฐานะประเทศกำลังพัฒนา แต่หากอินเดียสามารถแก้ไขปัญหาที่เป็นตัวถ่วงเศรษฐกิจของประเทศให้ลุล่วงไปได้แล้วล่ะก็ อินเดียก็จะสามารถผลักดันตัวเองให้กลายเป็นเสาหลักหนึ่งที่ค้ำจุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกได้ในอนาคต
อินเดียจะต้องอาศัยนวัตกรรมทางการเงินใหม่ ๆ เข้ามาช่วยผลักดันให้รัฐบาลสามารถดำเนินตามระเบียบวาระแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้สำเร็จลุล่วงไปได้ และผมหวังว่าธนาคารโลกจะมีส่วนช่วยอินเดียให้สามารถดึงดูดความสนใจของพันธมิตรระดับโลก ที่จะนำทั้งองค์ความรู้และเงินทุนเข้ามาในประเทศเพื่อสนับสนุนระเบียบวาระนี้
การทำให้ประชาชนหลายล้านคนของอินเดียที่ปราศจากเงินทุนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้นั้น ก็จะสร้างความแตกต่างในชีวิตของพวกเขาได้อย่างมหาศาล เพราะการทำเช่นนั้นจะช่วยให้คนเหล่านี้มีส่วนร่วมในการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ที่มาจากการเจริญเติบโตของอินเดียเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ ในประเทศอีกหลายล้านคน
นอกจากนี้ อินเดียสามารถนำความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพของภาครัฐ เพื่อทำให้รัฐสามารถติดตามผลของการให้บริการต่าง ๆ แก่ประชาชนได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น และเพื่อให้การจัดสรรงบประมาณแผ่นดินไปสู่โครงการต่าง ๆ นั้นมีความโปร่งใสยิ่งขึ้นอีกด้วย
ตอนนี้ชาวอินเดียกว่าห้าร้อยล้านคนมีโทรศัพท์มือถือ นี่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การสื่อสารและการแลกเปลี่ยนข้อมูล ระหว่างกันและกัน ทั้งที่ไปสู่และมาจากพื้นที่บางแห่งที่ห่างไกลจากความเจริญมากที่สุดหรือยากจนที่สุดนั้นเป็นไปได้โดยง่ายกว่าในอดีต
อินเดียจะสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากภาวะโลกไร้พรมแดนได้อย่างยั่งยืนก็ต่อเมื่อรัฐบาลอินเดียนำความสำเร็จที่โดดเด่นนั้นไปแบ่งปันกับประเทศอื่น ๆ ให้ทั่วถึงมากขึ้น โดยจะเรียกการทำเช่นนั้นว่าเป็นความร่วมมือระหว่างโลกซีกใต้ด้วยกัน หรือการปฏิบัติตนเป็นพลเมืองที่ดีของโลกก็ได้
แต่ไม่ว่าเราจะเรียกมันว่าอย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่เราต้องตระหนักก็คือ อินเดียมีประสบการณ์มากมายที่จะถ่ายทอดให้โลกเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นบทเรียนจากรูปแบบการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนกับรัฐบาลในการสร้างประสิทธิภาพระดับเศรษฐกิจจุลภาคและเสถียรภาพในระดับเศรษฐกิจมหภาค การกำกับดูแลระบบการเงินโลกในฐานะส่วนหนึ่งของหน่วยเฉพาะกิจในกรอบ G-20 และการพิจารณาแนวโน้มเรื่องการย้ายถิ่นและการเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามพรมแดน
ทุกคนพูดถึงการปฏิวัติสีเขียวของอินเดีย แต่ที่ทำให้ผมทึ่งยิ่งกว่าก็คือ SRI หรือระบบการเร่งผลิตข้าว และเท่าที่ผมรู้นี่คือเรื่องที่ นายกรัฐมนตรีมันโมฮัน ซิงห์ สนใจมาก โดยระบบนี้ใช้เทคนิคการจัดการน้ำและปลูกข้าวที่ฉลาด ทำให้ชาวนาในรัฐทมิฬนาดูสามารถเพิ่มผลผลิตข้าวของตนได้ถึงร้อยละ 30 ถึง 80 รวมทั้งยังลดการใช้น้ำไปได้ตั้งร้อยละ 30 และตอนนี้ยังใช้ปุ๋ยน้อยลงกว่าแต่ก่อนมาก
เทคโนโลยีใหม่นี้ไม่เพียงแต่ช่วยแก้ปัญหาเรื่องความมั่นคงด้านอาหาร แต่ยังเป็นทางออกสำหรับปัญหาขาดแคลนน้ำซึ่งกำลังทวีความรุนแรงขึ้นอันเนื่องจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งหมดนี้คือบทเรียนสำหรับโลกของเรา
สถานภาพของอินเดียในฐานะดาวรุ่งดวงใหม่ทางเศรษฐกิจนั้นเชื่อมโยงใกล้ชิดกับความสามารถของอินเดียในการสร้างโอกาสและความเสมอภาคในสังคม การปล่อยคนอินเดียนับร้อยล้านคนไม่ให้มีส่วนร่วมกับความเจริญรุ่งเรืองของประเทศนั้นไม่ใช่ทางเลือกที่ดีสำหรับรัฐบาลอินเดีย เราต้องไม่ลืมว่า อินเดียเป็นแหล่งพักอาศัยของประชากรที่จัดอยู่ในข่ายยากจนเป็นจำนวนมากถึงหนึ่งในสามของคนยากจนที่มีอยู่ทั้งโลก
นอกจากนี้ อินเดียก็ยังเป็นประเทศที่ประสบปัญหาด้านทุพโภชนาการ (ภาวะที่ร่างกายได้รับสารอาหารน้อยกว่าที่จำเป็น) มากเป็นอันดับต้นๆของโลก เห็นได้จากการที่ร้อยละ 44 ของเด็กเกิดใหม่ในอินเดียนั้นมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ ดังนั้น การบรรเทาปัญหาความยากจน โดยเฉพาะปัญหาด้านการศึกษา การสาธารณสุข การสร้างถนนหนทางในชนบท และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการดำรงชีพของประชากรนั้น จึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วนสำหรับรัฐบาลอินเดีย
ธนาคารโลกสามารถให้การสนับสนุนอินเดียผ่านความช่วยเหลือในด้านการพัฒนาเขตเมือง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภาคขนส่งและภาคพลังงาน การศึกษาระดับประถมและมัธยม รวมทั้งการพัฒนาภาคเกษตรและชนบท ปัจจุบันนี้ อินเดียเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของบรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอฟซี) ซึ่งเป็นหน่วยงานในกลุ่มธนาคารโลกที่ทำงานกับภาคเอกชน โดยในระยะเวลาสามปีที่ผ่านมานั้น การลงทุนของไอเอฟซีในอินเดียในแต่ละปีอยู่ที่หนึ่งพันล้านเหรียญฯ โดยเฉลี่ย
นอกจากนี้ ไอเอฟซีกำลังหันมาเน้นเรื่องการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งยังได้นำผลกระทบต่าง ๆ ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาเป็นองค์ประกอบหลักในการพิจารณาโครงการอีกด้วย
ความร่วมมือระหว่างอินเดียกับกลุ่มธนาคารโลกนี้ จะทำให้ทั้งสองฝ่ายเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นสำหรับกันและกัน ในขณะที่อินเดียกำลังเจริญรุ่งเรืองอย่างต่อเนื่องทั้งในระดับประเทศและในเวทีโลก
# # # # # # # # # # # # # |