โดย แฮรี่ แอนโธนี่ แพทรินอส ในปี 2538 สาธารณรัฐโคลัมเบียเริ่มส่งเสริมให้นักเรียนที่มาจากครอบครัวยากจนมีโอกาสเข้ารับการศึกษาในโรงเรียนมัธยมของเอกชนด้วยการนำโครงการคูปองโรงเรียน (school voucher program) มาใช้ สี่ปีต่อมา รัฐบาลโคลัมเบียเริ่มจัดสรรเงินให้เปล่าต่อนักเรียน 1 คนแก่โรงเรียนของรัฐ 25 โรงซึ่งบริหารจัดการโดยหน่วยงานหรือบริษัทเอกชน (ซึ่งเรียกว่า concession schools ในภาษาอังกฤษ) โครงการทั้งสองนี้ต่างก็มีเป้าหมายเดียวกัน คือการขยายโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพให้กับเด็กและเยาวชนผู้ด้อยโอกาส ซึ่งโดยรวมแล้วถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควร ทั้งสองโครงการดังกล่าวเป็นตัวอย่างของแนวคิดใหม่ที่เรียกว่าความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนในการศึกษา (Public-Private Partnerships หรือ PPP in Education) แนวคิดนี้เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนความพยายามของรัฐที่จะให้บริการทางการศึกษาแก่ประชาชนทั่วไป รวมทั้งความพยายามที่จะเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาให้แก่เด็กหญิงจากครอบครัวยากจนในประเทศกำลังพัฒนาต่าง ๆ และปรับปรุงคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนในทุกระดับด้วย แนวคิดดังกล่าวกำลังได้รับความสนใจจากผู้กำหนดนโยบายการศึกษาทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทย
หลักฐานต่าง ๆ ที่ปรากฎอยู่ ณ เวลานี้ชี้ให้เห็นว่า หากภาครัฐนำแนวคิดดังกล่าวไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง วิธีนึ้จะช่วยให้รัฐสามารถเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานของเด็กยากจนและยังช่วยส่งเสริมคุณภาพการศึกษาในระดับอุดมศึกษาได้เช่นกัน ดังที่ทราบกันดีว่า การศึกษาขั้นอุดมศึกษามิใช่แค่สำคัญต่อการเรียนรู้ที่จะช่วยให้เยาวชนสามารถออกไปเป็นกำลังที่ดีของชาติหรือเป็นพลเมืองที่ดีของสังคมได้เมื่อถึงวัยทำงานเท่านั้น แต่การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในรั้วมหาวิทยาลัยยังช่วยให้ปัจเจกบุคคลสามารถพัฒนาความคิดอ่านที่จะส่งผลต่อการดำรงชีวิตของเขาในอีกหลายสิบปีข้างหน้า รวมทั้งสิ่งที่เขาจะปลูกฝังให้แก่ลูกหลานของเขาด้วยในอนาคต 
หากปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง แนวคิด PPP in Education อาจช่วยส่งเสริมคุณภาพการศึกษาในระดับอุดมศึกษาได้ |
ขณะนี้ มีโครงการที่ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนด้านการศึกษาเกิดขึ้นแล้วกว่า 90 โครงการใน 50 ประเทศทั่วโลก ซึ่งยังประโยชน์ให้แก่ครอบครัวทั้งที่เป็นครอบครัวรายได้สูงและรายได้ต่ำ ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้กำหนดนโยบายการศึกษาทั่วโลกเริ่มจะตระหนักดีถึงความจริงที่ว่า แม้การให้บริการด้านการศึกษาจะเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของภาครัฐทั้งในวันนี้และวันหน้า แต่รัฐก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นเจ้าของโรงเรียนหรือผู้บริหารโรงเรียน รวมทั้งผูกขาดการให้บริการศึกษาแต่เพียงผู้เดียว
ในทางตรงกันข้าม รัฐอาจจะประสบความสำเร็จมากขึ้นเสียอีกหากรัฐจะทำหน้าที่เป็นเพียง “ผู้ซื้อ” บริการการศึกษา ในขณะที่ดูแลให้บริการและโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษาซึ่งมีเอกชนเป็นผู้จัดหานั้น มีคุณภาพสอดคล้องกับภาวะการณ์และความต้องการของประเทศ
การนำแนวคิดความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนในการศึกษานี้มาใช้เปรียบเสมือนเป็นการยอมรับกลาย ๆ ว่า ยังมีทางเลือกอื่นในการให้บริการทางการศึกษาแก่ประชาชน นอกเหนือไปจากการที่รัฐเป็นทั้งผู้ให้เงินสนับสนุนและผู้ให้บริการในเวลาเดียวกัน วิธีหนึ่งที่จะทำให้แนวคิดนี้ใช้ได้ผลก็คือ รัฐทำหน้าที่เป็นผู้ผลักดันนโยบายการศึกษาแห่งชาติต่อไปและจัดหาเงินทุนสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง
แต่ในขณะเดียวกัน ก็เปลี่ยนบทบาทของภาคเอกชนให้เป็นผู้ให้บริการการศึกษาภายใต้สัญญาแทน สัญญาว่าจ้างเหล่านี้โดยปกติจะระบุปริมาณและคุณภาพของการศึกษาที่รัฐต้องการ มีการกำหนดราคาและเงื่อนไขเพื่อให้การดำเนินงานของเอกชนบรรลุเป้าหมาย มีรายละเอียดครอบคลุมทั้งการให้ค่าตอบแทนในกรณีที่เอกชนมีผลงานดี และบทลงโทษหากการดำเนินงานไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ วิธีการเดียวกันนี้ยังสามารถนำไปใช้กับสัญญาเพื่อจัดสร้างและดูแลรักษาอาคารเรียนและศูนย์การเรียนการสอนต่าง ๆ ในระยะยาวได้ด้วย ประเทศในกลุ่ม OECD หลายประเทศใช้วิธีจัดสรรงบประมาณของรัฐให้กับโรงเรียนเอกชนโดยตรงหรือแก่ครอบครัวต่างๆ ด้วยการให้คูปอง (ซึ่งมีค่าเทียบเท่าเงินสด) สำหรับครอบครัวไปใช้ในการจ่ายค่าเล่าเรียนของบุตรหลาน เพื่อให้ทางเลือกในการส่งบุตรหลานเข้าศึกษาในโรงเรียนใดก็ได้ตามความต้องการของแต่ละครอบครัว ในประเทศกำลังพัฒนาบางประเทศ ภาครัฐจัดสรรงบประมาณไปใช้อุดหนุนโรงเรียนเอกชนด้วยการทำหน้าที่เป็นผู้จ่ายเงินเดือนครู จัดหาหนังสือเรียนให้แก่เด็ก ๆ หรือจ่ายเงินให้กับโรงเรียนตามจำนวนนักเรียนที่โรงเรียนนั้น ๆ รับเข้ามาเรียน โคลัมเบียได้แสดงให้เห็นแล้วว่า โครงการที่เปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามีส่วนร่วมในการศึกษานั้นจะสัมฤทธิ์ผลได้เมื่อมีเป้าหมายชัดเจน นักเรียนชาวโคลัมเบียที่ได้รับคูปองมีโอกาสได้เข้าเรียนในโรงเรียนเอกชนซึ่งอาจมีมาตรฐานการเรียนการสอนดีกว่าโรงเรียนของรัฐ ในขณะเดียวกัน การได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐก็ทำให้นักเรียนที่มาจากครอบครัวยากจนสามารถเรียนต่อได้ในระดับสูง ๆ แทนที่จะต้องออกจากโรงเรียนกลางคันเพราะครอบครัวไม่อยู่ในฐานะที่จะส่งเสียได้ นักเรียนที่ได้รับประโยชน์จากโครงการสองโครงการในโคลัมเบียนั้นต่างก็มีผลการเรียนที่ดีกว่าเดิมและมีโอกาสที่จะเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษามากกว่านักเรียนที่ไม่อยู่ในโครงการ
นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างจากเนเธอร์แลนด์ซึ่งเป็นประเทศที่มีนักเรียนทำคะแนนได้สูงมากทุกครั้งที่มีการประเมินผลการเรียนในกลุ่มประเทศ OECD ก็ว่าได้ ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นได้เพราะมีการเปิดโอกาสให้ภาครัฐนำงบประมาณไปใช้อุดหนุนโรงเรียนที่บริหารงานโดยเอกชน นอกจากนี้ นโยบายดังกล่าวยังเพิ่มการแข่งขันในระบบโรงเรียน ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพการศึกษาโดยรวมอีกด้วย เช่นเดียวกับประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลางอื่นๆ ไทยกำลังศึกษาว่า ความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนในการศึกษานี้จะตอบสนองความต้องการด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในปัจจุบันได้มากน้อยแค่ไหน ในอดีตที่ผ่านมานั้น รัฐบาลไทยประสบความสำเร็จมากในการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการศึกษาทั้งในระดับประถมและมัธยมศึกษาให้แก่ประชาชน นอกจากนี้ จำนวนนักเรียนที่เข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยในประเทศไทยก็ถือว่าใกล้เคียงกับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกอื่น ๆ
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาของไทยต่างก็ยอมรับว่ายังคงมีสิ่งท้าทายหลายประการที่จะต้องแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพพื้นฐานของการศึกษา ช่องว่างระหว่างนักเรียนเพศชาย-หญิงที่ดูจะกว้างขึ้นในระดับมัธยมและอุดมศึกษา ความแตกต่างระหว่างภูมิภาคในการเข้าถึงการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย และเงื่อนไขเชิงสังคมและเศรษฐกิจ (socio-economic distribution) ซึ่งทำให้การกระจายโอกาสทางการศึกษายังทำได้ไม่ทั่วถึง อันเห็นได้จากการที่เพียงร้อยละ 5 ของนักเรียนจากครอบครัวที่ยากจนที่สุดเท่านั้นที่มีโอกาสเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย ในขณะที่ร้อยละ 50 ของนักเรียนจากครอบครัวที่มีฐานะดีกว่าได้เข้าเรียนต่อในระดับเดียวกัน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นโจทย์ชุดใหม่ที่กำลังท้าทายความสามารถของผู้กำหนดนโยบายของไทยอยู่ 
ไทยประสบความสำเร็จมากในการส่งเสริม การเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย |
แน่นอนว่า มีวิธีการและแนวคิดหลายอย่างที่รัฐอาจนำมาใช้เพื่อรับมือกับความท้าทายซึ่งเรากล่าวถึงไปแล้วข้างต้น แต่ความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนในการศึกษานี้ก็สมควรที่จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษในประเทศไทย เนื่องจากประเด็นเรื่องคุณภาพการศึกษาโดยรวมนั้นกำลังเป็นประเด็นที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงอย่างแพร่หลายทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน
ในรายงานผลการศึกษาจุดอ่อนและจุดแข็งของระบบอุดมศึกษาของไทยที่ธนาคารโลกนำออกเผยแพร่เมื่อเร็วๆ นี้ ธนาคารโลกได้เสนอแนะว่า การรับมือกับปัญหาเรื่องโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา ความเท่าเทียม และคุณภาพการศึกษาที่อ้างถึงไปแล้วนั้น หาใช่ต้องอาศัยทรัพยากรและความสามารถในการนำของภาครัฐแต่เพียงอย่างเดียวไม่ แต่ยังต้องอาศัยความร่วมมือและความริเริ่มใหม่ๆ จากภาคเอกชนอีกด้วย ประเทศไทยสามารถเลือกใช้ประสบการณ์ในด้านการใช้สัญญาว่าจ้างมาเป็นกลไกควบคุมคุณภาพการศึกษาที่ภาคเอกชนเป็นผู้จัดหา ซึ่งประเทศอื่น ๆ ได้ทำเป็นแบบอย่างมาแล้วให้เป็นประโยชน์ การใช้สัญญาประเภทนี้ยังช่วยเด็กนักเรียนจากครอบครัวรายได้ต่ำที่มีประวัติการเล่าเรียนดีให้มีโอกาสเข้าเรียนในสถาบันการศึกษาที่มีคุณภาพอีกด้วย นอกจากนี้ รัฐยังสามารถใช้สัญญาประเภทดังกล่าวเพื่อปรับปรุงการศึกษาที่มีอยู่ในพื้นที่ที่มีโอกาสด้อยกว่าภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศ อย่างไรก็ดี การนำแนวคิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการศึกษามาใช้ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกปัญหาของการศึกษาจะได้รับการแก้ไข งานวิจัยหลายต่อหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่า โครงการที่ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนในการศึกษาบางโครงการอาจส่งผลให้นักเรียนถูกแบ่งแยกตามระดับรายได้และผลการเรียนโดยไม่ได้ทำให้ผลการศึกษาโดยรวมดีขึ้นแต่อย่างใด ในงานศึกษาชิ้นอื่น ๆ พบว่า โครงการคูปองโรงเรียนที่ทำกันเป็นโครงการขนาดใหญ่อาจทำให้นักเรียนที่มีผลการเรียนดีเท่านั้นที่ได้รับประโยชน์ และไม่ใช่พ่อแม่ทุกคนที่จะเลือกโรงเรียนของลูกจากมาตรฐานการเรียนการสอนของโรงเรียนเพียงอย่างเดียว
และแม้ว่าเอกชนจะเข้ามามีส่วนในการให้บริการทางการศึกษาขั้นประถมและมัธยมมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาในรูปของสัญญาแบบต่าง ๆ แต่ขณะนี้ ยังไม่มีงานวิจัยใดที่มีรายละเอียดมากพอในแง่ของผลการทำสัญญาว่าจ้างเพื่อให้บริการด้านการศึกษาที่จะทำให้เราสามารถใช้สรุปผลได้อย่างแน่ชัดในภาพรวม กระนั้นก็ดี ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการศึกษาก็ยังจัดว่าให้ประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมและมีผลลัพธ์ที่มองเห็นได้ชัดเจนในหลายด้าน ระบบการศึกษาของไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายหลายประการ การเอาชนะอุปสรรคเหล่านี้จะมีผลต่อชีวิตของนักเรียนไทยในอนาคต และยังสำคัญยิ่งต่อการเติบโตอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจไทยอีกด้วย ดังนั้น ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการศึกษาที่ออกแบบมาให้สอดคล้องต่อสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย อาจเป็นเครื่องมือสำคัญเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้ภาครัฐสามารถรับมือกับความท้าทายที่ประเทศกำลังเผชิญในวันนี้และในภายภาคหน้า * * * * * * * * * * ดร. แฮร์รี แอนโธนี่ แพทรินอสเป็นนักเศรษฐศาสตร์การศึกษาของธนาคารโลก และเป็นหนึ่งในผู้เขียนหนังสือชื่อ “บทบาทและผลกระทบของความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างรัฐและเอกชน” ผู้อ่านที่สนใจสามารถติดต่อผู้เขียนได้ที่ hpatrinos@worldbank.org |